thansettakij
thansettakij
สิงคโปร์กำลังเปลี่ยนกติกา Data Center แล้วประเทศไทยควรเรียนรู้อะไร?

สิงคโปร์กำลังเปลี่ยนกติกา Data Center แล้วประเทศไทยควรเรียนรู้อะไร?

06 ส.ค. 69 | 01:35 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ส.ค. 69 | 02:20 น.

สิงคโปร์กำลังเปลี่ยนกติกา Data Center แล้วประเทศไทยควรเรียนรู้อะไร? เมื่อการแข่งขันยุค AI ไม่ได้วัดกันที่จำนวน Data Center แต่คือคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐาน บทวิเคราะห์โดย รองศาสตราจารย์ ดร.มนตรี วิบูลยรัตน์ รองคณบดี วิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม (CIIM) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)

 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สิงคโปร์ถือเป็นต้นแบบของการพัฒนา Data Center ในอาเซียน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ วันนี้สิงคโปร์ไม่ได้แข่งขันด้วยการสร้าง Data Center ให้มากขึ้น หากกำลัง “ยกระดับกติกาการแข่งขัน” ให้เข้มข้นขึ้น

รัฐบาลสิงคโปร์กำลังเปลี่ยนนโยบายจากการ “ส่งเสริมการลงทุน” ไปสู่การ “คัดเลือกการลงทุนที่มีคุณภาพ” ผ่านมาตรการสำคัญ 2 ส่วน ได้แก่ Data Centre - Call for Application 2 (DC-CFA2) และ Digital Infrastructure Bill

นโยบายทั้งสองสะท้อนให้เห็นว่า ในยุค AI สิ่งที่ประเทศต่าง ๆ แข่งขันกัน ไม่ใช่เพียงจำนวนศูนย์ข้อมูลหรือมูลค่าการลงทุน แต่คือ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว

ดร.มนตรี วิบูลยรัตน์

 

จาก “แจกกำลังไฟฟ้า” สู่ “คัดเลือกผู้ลงทุน”

DC-CFA2 เป็นการเปิดรับข้อเสนอสำหรับโครงการ Data Center รอบใหม่ โดยรัฐบาลจัดสรรกำลังไฟฟ้ารวมไม่น้อยกว่า 200 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ตาม การได้รับกำลังไฟฟ้าไม่ได้เป็นสิทธิที่ทุกโครงการจะได้รับโดยอัตโนมัติ แต่ต้องผ่านการแข่งขันและพิสูจน์ว่าโครงการมีคุณค่าต่อประเทศ ทั้งในด้านเทคโนโลยี ความยั่งยืน และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

ผู้ประกอบการที่ต้องการได้รับการจัดสรรกำลังไฟฟ้าจึงต้องผ่านเกณฑ์สำคัญหลายประการ เช่น

  • ได้รับการรับรอง BCA-IMDA Green Mark for Data Centres 2024 ระดับ Platinum
  • มีค่า Power Usage Effectiveness (PUE) ไม่เกิน 1.25 เมื่อระบบทำงานเต็มกำลัง
  • ใช้อุปกรณ์ไอทีที่มีประสิทธิภาพตามมาตรฐาน SS 715:2025
  • จัดหาพลังงานอย่างน้อย 50% จากแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำหรือแนวทางพลังงานสีเขียวที่รัฐบาลยอมรับ
  • สนับสนุนระบบนิเวศ AI การพัฒนาบุคลากร และเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ

กล่าวได้ว่า สิงคโปร์กำลังใช้ “กำลังไฟฟ้า” ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด เป็นเครื่องมือคัดเลือกการลงทุนที่มีคุณภาพสูงที่สุด

PUE 1.25: ตัวเลขที่สะท้อนการแข่งขันยุคใหม่

หนึ่งในเงื่อนไขที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ PUE ไม่เกิน 1.25

PUE เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพการใช้พลังงานของ Data Center โดยเปรียบเทียบระหว่างพลังงานทั้งหมดที่อาคารใช้กับพลังงานที่ส่งไปยังอุปกรณ์ไอที

หาก PUE เท่ากับ 1.25 หมายความว่า ทุก ๆ พลังงาน 1 หน่วย ที่ใช้ประมวลผลข้อมูล จะมีพลังงานเพียง 0.25 หน่วย สำหรับระบบสนับสนุน เช่น ระบบทำความเย็น ระบบจ่ายไฟ และระบบสำรองไฟ

ในสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นอย่างสิงคโปร์ การรักษา PUE ระดับนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เพราะต้องอาศัยการออกแบบอาคาร ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น และการบริหารภาระงานไอทีให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ควรเข้าใจว่า PUE 1.25 เป็นเกณฑ์สำหรับโครงการใหม่ที่เข้าร่วม DC-CFA2 ไม่ใช่ข้อกำหนดทางกฎหมายที่บังคับใช้กับ Data Center ทุกแห่งในประเทศ

เมื่อประสิทธิภาพไม่ได้หยุดแค่ระบบทำความเย็น

สิงคโปร์ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการลดพลังงานของระบบทำความเย็น แต่ยังให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพของอุปกรณ์ไอทีผ่านมาตรฐาน SS 715:2025

แนวทางดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การเลือกใช้เซิร์ฟเวอร์ประสิทธิภาพสูง การรวมภาระงาน (Workload Consolidation) การใช้เทคโนโลยี Virtualisation การเพิ่มอัตราการใช้งานของเซิร์ฟเวอร์ ไปจนถึงการติดตามและบริหารพลังงานในระดับอุปกรณ์

เป้าหมายคือการลดการใช้พลังงานของระบบไอทีโดยรวม ซึ่งในหลายกรณีสามารถลดได้ประมาณ 30% เมื่อออกแบบและบริหารจัดการอย่างเหมาะสม

จากมาตรฐานสมัครใจ สู่กฎหมายกำกับดูแล

นอกจากการคัดเลือกโครงการใหม่ สิงคโปร์ยังเตรียมยกระดับการกำกับดูแลผ่าน Digital Infrastructure Bill

ร่างกฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายจัดตั้งระบบใบอนุญาตสำหรับ Data Center และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยครอบคลุมทั้งประสิทธิภาพพลังงาน ความมั่นคงไซเบอร์ ความปลอดภัยทางกายภาพ ความต่อเนื่องทางธุรกิจ และการบริหารจัดการเหตุขัดข้อง

ร่างกฎหมายยังให้อำนาจ IMDA ในการกำหนดเงื่อนไขด้าน PUE ประสิทธิภาพทรัพยากร และมาตรฐานด้านความมั่นคงผ่านกฎระเบียบและเงื่อนไขใบอนุญาตในอนาคต

ที่สำคัญ บทลงโทษสำหรับการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดร้ายแรง อาจสูงถึง 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือ 10% ของรายได้ต่อปีในสิงคโปร์ แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในระดับเดียวกับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ

บทเรียนสำหรับประเทศไทย

แนวทางของสิงคโปร์สะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันด้าน Data Center ในอนาคตจะไม่ได้วัดกันที่จำนวนอาคารหรือกำลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดกันที่ คุณภาพของการใช้ทรัพยากร

ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงที่มีการลงทุน Data Center เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงควรใช้โอกาสนี้ออกแบบนโยบายให้สมดุลระหว่างการดึงดูดการลงทุนและการรักษาผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว

แนวทางหนึ่งที่ควรพิจารณาคือการแยก “เงื่อนไขเพื่อรับสิทธิประโยชน์หรือกำลังไฟฟ้าใหม่” ออกจาก “มาตรฐานขั้นต่ำตามกฎหมาย”

โครงการที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้พลังงานสะอาด ใช้น้ำอย่างคุ้มค่า และสร้างประโยชน์ต่อระบบนิเวศ AI ของประเทศ อาจได้รับสิทธิในการเข้าถึงกำลังไฟฟ้าหรือมาตรการส่งเสริมเพิ่มเติม ขณะที่มาตรฐานขั้นต่ำด้านพลังงาน ความปลอดภัย และความมั่นคงไซเบอร์ ควรใช้กับผู้ประกอบการทุกแห่งอย่างเหมาะสมตามขนาดและประเภทของกิจการ

บทสรุป

สิงคโปร์กำลังส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า “Data Center ในยุค AI ไม่ใช่เพียงผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ”

ดังนั้น การแข่งขันในอนาคตจะไม่ได้ตัดสินกันที่ว่าใครสร้าง Data Center ได้มากที่สุด แต่คือ ใครสามารถใช้พลังงานได้มีประสิทธิภาพที่สุด ใช้พลังงานคาร์บอนต่ำได้มากที่สุด และบริหารโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลได้อย่างมั่นคงที่สุด

สำหรับประเทศไทย นี่ไม่ใช่เพียงกรณีศึกษาของประเทศเพื่อนบ้าน แต่คือโอกาสในการออกแบบนโยบาย Data Center ยุคใหม่ ที่สามารถสร้างสมดุลระหว่าง การเติบโตทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงด้านพลังงาน ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในระยะยาว