
เบื้องลึก!เปลี่ยนม้ากลางศึก เซ่นโควิดหรือพิษการเมือง
คอลัมน์: ตื้น-ลึก-หนา-บาง
โดย : เรดไลออน
เกิดคำถามตามมามากมาย เหตุใด “สุเมธ ดำรงชัยธรรม” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) การบินไทย จึงทิ้งไพ่ใบสุดท้ายสละเก้าอี้ ดีดีการบินไทย หลังรับตำแหน่งเพียงแค่ 18 เดือน มีผลเป็นทางการวันที่ 11 เมษายน 2563 และเกิดขึ้นในช่วงที่องค์กรกำลังเจอวิกฤติหนักจากพิษไวรัสมรณะ แต่สายการบินแห่งชาติกำลังขาดผู้นำ พนักงานย่อมเสียขวัญเป็นธรรมดา
เหมือนกบถูกต้ม เด้งดึ๋งๆไปมา
ก่อนอำลา “สุเมธ” เปิดใจกับพนักงานที่มามอบดอกไม้เป็นกำลังใจว่า “จากการทำงานในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา ได้ใช้ความรู้เต็มสติปัญญา คนที่อยู่ในตำแหน่งนี้ก็เหมือนกับกบที่อยู่ในหม้อต้ม เด้งดึ๋งๆ ไปมา วันไหนจะสุก หรือจะถ่านหมดไฟเผาเราก่อน ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา”
ทั้งนี้ยอมรับว่าตนเข้ามารับตำแหน่ง ช่วงที่การบินไทยเจอวิกฤติสุดขีด ทุกวัน ทุกเดือน ย้อนเปิดปฏิทินดูมีเหตุการณ์ตลอด ไม่สามารถสงบสุข ทำให้ต้องหมดเวลาไปกับการแก้ปัญหาหลายอย่าง บางเรื่องถูกใจ บางเรื่องไม่ถูกใจ การลาออกบางคนมองว่าตนทิ้งการบินไทยนั้นยืนยันว่ายังรักการบินไทย
อะไรคือฟางเส้นสุดท้าย
อย่างไรก็ดี การสละเก้าอี้ของดีดี เกิดขึ้นหลังจากฝ่ายบริหารการบินไทยชงมาตรการเยียวยาพร้อมกับสายการบินอื่นอีก 17 สายการบินแต่ข้อเสนอของการบินไทยแตกต่างจากรายอื่นตรงที่มีการเสนอให้รัฐบาลค้ำประกันเงินกู้งวดใหม่ในราว 2-3 หมื่นล้านบาท แต่แผนนี้ได้ถูกเจ้ากระทรวง “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” ตีกลับโดยระบุว่าแผนไม่มีรายละเอียด
จากนั้นวันที่ 12 มีนาคม ขณะ “สุเมธ” กำลังประชุมบอร์ดยังไม่ทันยื่นใบลาออก “ศักดิ์สยาม” ก็รีบชิงออกมาให้สัมภาษณ์สื่อว่าดีดีจะลาออก ทั้งที่เจ้าตัวยังไม่ได้แจ้งอย่างเป็นทางการ พร้อมกับบอกว่าแผนซื้อเครื่องบินการบินไทยใหม่คงไม่มีความจำเป็น
“ศักดิ์สยาม” ไม่ให้ลาพักร้อน
ที่แปลกกว่านั้นคือบอร์ดไม่ได้ยับยั้งการลาออก เมื่อแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯว่ามีผลวันที่ 11 เมษายนและดีดีขอพักร้อนยาว โดยวันที่ 13 มีนาคมจะทำงานเป็นวันสุดท้าย แต่เย็นวันนั้นรมว.คมนาคมกลับเรียกดีดีหารือ พร้อมกับออกมาให้สัมภาษณ์ระบุว่า
“เห็นว่าท่านสุเมธ อยู่มา 18 เดือนย่อมรักการบินไทย จึงขอไม่ให้ลาพักร้อน กลับให้ช่วยทำแอกชันแพลน ร่วมกับคณะทำงาน ซึ่งมีปลัด รองปลัด คมนาคม ผอ.สนข.และบอร์ดให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน เรายังพอมีเวลา ขั้นตอนการทำงานจะมีคำตอบ ปรับก็ต้องปรับ ลดก็ต้องลด เพิ่มก็ต้องเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นภาพรวมโควิดหรือแผนฟื้นฟู ต้องรอบคอบ เพราะเซนสิทีฟ เอาความจริงมาพูดกัน” ศักดิ์สยามกล่าว
ส่วนการยับยั้งการลาออกหรือไม่ รมว.คมนาคมบอกว่าเป็นอำนาจของบอร์ด และกระทรวงก็ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องนี้เพียงแต่ติดตามจากสื่อ
เก้าอี้บอร์ดถูกเขย่ามาตลอด
กลางปี 2562 หลังเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมืองเก้าอี้บอร์ดและดีดีการบินไทยถูกเขย่ากันเป็นระลอก ๆ หลังจากพรรคภูมิใจไทย “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เข้ามากุมบังเหียน กระทรวงคมนาคมเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2562 ซึ่งแม้จะยกหน้าที่ให้ “ถาวร เสนเนียม” รัฐมนตรีช่วยว่าการ กำกับดูแลสายการบินแห่งชาติก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติ รมช.จากประชาธิปัตย์ แทบไม่มีบทบาทเท่าใดนักทุกอย่างต้องผ่านเจ้ากระทรวง
ทั้งแผนฟื้นฟูการบินไทยและแผนการจัดหาเครื่องบินฝูงใหม่ 38 ลำมูลค่า 1.5 แสนล้านบาท ก็มีการทบทวนครั้งแล้วครั้งเล่า และ 2 รมต.ต่างก็แวะเวียนไปให้นโยบายการบินไทยหลายครั้งแต่ก็ไม่มีนโยบายเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากนี้บอร์ดยังถูกเขย่าเก้าอี้หนักเมื่อตัวเลขสิ้นปี 2561 ที่การบินไทยขาดทุนหนักถึง 1.1 หมื่นล้านบาท
“DH” สละเก้าอี้ก่อน
หลังรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศได้ 3 เดือน วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ประธานการบินไทย (DH) “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ได้ยื่นลาออกไป หลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2561 ก่อนหน้านั้นเก้าอี้ประธานก็สั่นคลอนมาตลอดจะลาออกจริงแล้ว พร้อมกับ ดราม่าระหว่างกระทรวงการคลังผู้ถือหุ้นใหญ่กับผู้กำกับนโยบายกระทรวงคมนาคม
หลังสละเก้าอี้ “เอกนิติ”ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้ถูกกดดันจากฝ่ายการเมืองและบอกอีกว่า “ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่และเต็มความสามารถ คือการแก้ปัญหาของบริษัทตามแผนฟื้นฟูกิจการ มีการทำแผนกลยุทธ์ เสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว เหลือแต่เพียงฝ่ายบริหารนำไปทำให้เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ และยอมรับว่าแผนการจัดหาฝูงบินใหม่ 38 ลำ เป็นเรื่องสำคัญ ก่อนลาออกจากเป็นประธาน ได้มีมติกรรมการให้ทบทวนเรื่องนี้ใหม่”
ด้วยเหตุที่รัฐบาล คสช.ได้วางกฎใหม่ ปิดช่องนักการเมืองเข้าไปล้วงลูกแต่งตั้งบอร์ดทำให้การ “ยัดเยียด” คนของตัวเองเข้าไปนั่งในบอร์ดรัฐวิสาหกิจน้ำดี ผลประโยชน์มาก ๆ จึงยากขึ้น แต่ก็มีหลายวิธีที่จะ "บีบ" ให้ลาออกไม่ว่าจะบีบกันทางตรงหรือทางออม ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ
ปี62ขาดทุน 1.2 หมื่นล้าน
แต่สำหรับ “สุเมธ” ดีดีคนล่าสุดเนื่องจากเข้ามาในช่วงที่การบินไทยมีวิกฤติซ้ำหลายต่อหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ ศึกภายในการเปิดศึกระหว่างกัปตันกับนายสถานี (AA) เครื่องบินถูกเฉี่ยว แอร์โฮสเตสขนแบรนด์เนมหนีภาษี ดราม่าอื่น ๆ ไปจนถึงสงครามราคาโลว์คอสต์ เปิดรับสมัครลูกเรือใหม่ 200 คนก็ถูกเบรกตัวโก่ง
กระทั่งวิกฤติไวรัสมรณะโลก ที่ถือว่าใหญ่สุดของธุรกิจการบินทั่วโลก อีกทั้งผลประกอบการปี 2562 ก็ยิ่งซ้ำเติมหนักเมื่อตัวเลขขาดทุนอีก 1.2 หมื่นล้านบาทใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า มาตรการต่าง ๆ ประหยัด ลดค่าใช้จ่ายหักเงินเดือน ฝ่ายบริหาร พนักงาน ค่ารถ ลดวันทำงานก็ทำมาหมดแล้วและดูเหมือนจะไปได้ดี
แต่เหตุใดจึงต้องมาเปลี่ยนม้ากลางศึก !!






