
70 ปี...ก้าวแรกของการ เขย่งก้าวกระโดดของจีน(1)
ท่ามกลางความคุกรุ่นของสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ และการชุมนุมประท้วงที่ฮ่องกง ปี 2019 นับเป็นปีที่จีนจัดงานฉลองอย่างยิ่งใหญ่ในโอกาสครบรอบ 70 ปี ของการก่อตั้งประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งผมคิดว่าท่านผู้อ่านคงได้มีโอกาสเห็นภาพข่าวไปก่อนหน้านี้แล้วไม่มากก็น้อย วันนี้ผมจึงจะขอพาไปทบทวนดูขั้นตอนการพัฒนาทางเศรษฐกิจของจีนในห้วง 7 ทศวรรษที่ผ่านมา...
ก้าวแรกที่เริ่มต้นอย่างช้าๆ...แต่หนักแน่น
ภาพข่าวที่ท่านประธานเหมา เจ๋อตุงประกาศก่อตั้งประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อหน้าฝูงชนชาวจีนนับล้านที่โห่ร้องแสดงความยินดีและเปล่งคำอวยพรสารพัด ณ บริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมินในปี 1949 ถือเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่อนุชนรุ่นหลังของจีนต่างจารึกและรักษาไว้ เพราะชาวจีนล้วนตระหนักดีว่า ความยิ่งใหญ่ของจีนในวันนี้เริ่มต้นจากเหตุการณ์อันทรงคุณค่ายิ่งในวันนั้นสภาพเศรษฐกิจและสังคมของจีนย้อนกลับไปเมื่อราว 70 ปีก่อนมีสภาพเสมือน“คนป่วย” ที่นอนอยู่ห้องไอซียู เศรษฐกิจจีนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวภายใต้การครอบงำของต่างชาติและความขัดแย้งภายในเริ่มต้นก้าวเดินอย่างอ่อนแรงด้วยจีดีพีระดับเพียงหลักหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สภาพตลาดที่มีแต่กำลังซื้อในเชิงปริมาณที่ถูกกำกับควบคุมจากส่วนกลาง คนจีนส่วนใหญ่อยู่ในภาคการเกษตร คนที่ทำงานในเมืองมีสัดส่วนเพียง 8.3% ของประชากรโดยรวม
ในห้วงเวลานั้น จีนยังต้องเผชิญกับปัญหาและแรงกดดันรอบด้านจนต้องประกาศปิดประเทศไม่คบค้ากับใครอย่างเป็นทางการ และเดินเข้าสู่ยุคสมัยของการปฏิวัติทางวัฒนธรรม ความแร้นแค้นสุดขั้วกระจายตัวไปทั่ว ถึงขนาดว่าจีนเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จีนจึงให้ความสำคัญกับมิติด้านความมั่นคงและการเมือง และเลือกก้าวเดินอย่างช้าๆ ในด้านเศรษฐกิจ บทบาทของจีนที่มีต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกคิดเป็นอัตราเฉลี่ยเพียงประมาณ 1% ต่อปีเท่านั้น
ในปี 1978 ท่านเติ้ง เสี่ยวผิง (1977-1990) ผู้นำรุ่นที่ 2 ตัดสินใจครั้งสำคัญเปิดประเทศสู่โลกภายนอกครั้งใหม่เพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ และนำคณะเดินหน้าศึกษาดูงานในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อเรียนลัดแนวทางและวิธีการพัฒนาเศรษฐกิจ พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจจากการวางแผนโดยส่วนกลาง (Central Planning) สู่ระบบตลาดเสรี (Free Market)
นโยบายเศรษฐกิจสำคัญในยุคนั้น อาทิ การปรับปรุงกฎหมายกฎระเบียบและสิทธิประโยชน์การส่งเสริมการลงทุนของต่างชาติ การเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone) เพื่อเป็นเสมือนห้องรับแขกใหญ่รองรับการลงทุนจากต่างประเทศ และอื่นๆ นับเป็นรากฐานที่ส่งผลดีต่อไปยังผู้นำรุ่นต่อๆ มา อันนำไปสู่การทยอยเปิดกว้างให้ผู้ประกอบการของประเทศและเขตเศรษฐกิจอื่นค้าขายและลงทุนในจีนเพิ่มขึ้นโดยลำดับ โดยขยายวงจากเอเชียตะวันออกในระยะแรกต่อไปยังภูมิภาคอื่นเพื่อหวังให้มีพลังมากพอที่จะเข็นรถบรรทุกคันใหญ่อย่างจีนให้เคลื่อนตัวและวิ่งฉิวให้ได้ “แมวสีอะไรไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้เป็นพอ” จึงเป็นวลีอมตะที่สะท้อนการดำเนินนโยบายดังกล่าว
ในปลายทศวรรษ 1980 ต่อต้นทศวรรษ 1990 จีนเผชิญกับเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจหยุดชะงัก การลงทุนโดยตรงของต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ในจีนในระหว่างปี 1983-1991 เพิ่มขึ้นจาก 920 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 4,370 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ก็อยู่ในระดับที่ตํ่ากว่าศักยภาพที่แท้จริง ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าวสงบลง จีนแก้ไขปัญหาภายในและเดินหน้าสู่เป้าหมายใหญ่ที่เคยตั้งไว้อีกครั้ง โดยจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้และเสินเจิ้นในปลายปี 1990 ซึ่งกลายเป็นตลาดทุนหลักของจีนในเวลาต่อมา จึงอาจถือได้ว่า FDI ในห้วงเวลาดังกล่าวเป็นพื้นฐานสำคัญที่เพิ่มบทบาทของภาคอุตสาหกรรมต่อเศรษฐกิจโดยรวมของจีนในอีกระดับหนึ่ง
ยุคเติบโต...อย่างร้อนแรง
ในยุคสมัยของท่านเจียง เจ๋อหมิน (1993-2003) และท่านหู จิ่นเทา (2003-2013) ผู้นำรุ่นที่ 3 และรุ่นที่ 4 ตามลำดับ รัฐบาลจีนเริ่มมีความพร้อมด้านทรัพยากรการพัฒนาที่มากขึ้น และกำหนดนโยบายสำคัญ อาทิ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก การเปิดให้เอกชนเพิ่มบทบาทในระบบเศรษฐกิจ (Privatization) และการให้ความสำคัญด้านวิทยาศาสตร์ ตามลำดับ กอปรกับสภาพปัจจัยแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ไม่ว่าจะเป็นเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจโลก กระแสการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน และการเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกของจีน ทำให้จีนเพิ่มบทบาทในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว
ในปี 1997 การลงทุนของต่างชาติในจีนทะลุหลัก 45,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน นักลงทุนต่างถาโถมเข้าสู่จีน ส่งผลให้จีนก้าวขึ้นเป็นประเทศที่รองรับการลงทุนจากต่างประเทศทะลุหลัก 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของโลกเป็นครั้งแรกในยุคหลังสงครามโลก
นอกเหนือจากเงินทุน การลงทุนเหล่านี้มาพร้อมกับการจ้างแรงงานฝีมือ เทคโนโลยี ระบบการบริหารจัดการ และเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศ เมื่อผนวกกับแรงงานจำนวนมากที่มีค่าจ้างต่ำ และสิทธิประโยชน์การส่งเสริมการลงทุน จึงส่งผลให้ภาคการผลิตของจีนพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้จีนได้รับการขนานนามว่าเป็นโรงงานของโลก
ในปี 2010 โลกก็เริ่มตื่นตะลึงกับการพุ่งทะยานของขนาดเศรษฐกิจจีนที่แซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นมาอยู่อันดับ 2 ของโลก จากอันดับ 11 ของโลกเมื่อคราวเริ่มเปิดประเทศสู่ภายนอก ต่อมาในปลายสมัยของท่านหู จิ่นเทา จีนได้เริ่มให้ความสำคัญกับการออกไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (Outward Direct Investment: ODI) ตามนโยบายบุกโลก (Go-Global Policy) ซึ่งนับเป็นพื้นฐานสำคัญของการสยายปีกทางเศรษฐกิจในเวทีโลกในปัจจุบัน
โดยสรุปตลอด 2 ทศวรรษของผู้นำทั้ง 2 จึงนับเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจจีนเติบโตเฉลี่ยกว่า 10% ต่อปี ร้อนแรงอย่างที่ไม่เคยมีประเทศในโลกทำได้มาก่อน ขณะเดียวกัน เราสังเกตเห็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของจีนจากการพึ่งพาอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นสู่ภาคบริการ โดยในปี 2011 ภาคบริการได้เริ่มมีบทบาทใหญ่สุดในโครงสร้างเศรษฐกิจจีน และขยายสัดส่วนมากขึ้นในเวลาต่อมา
(อ่านตอน 2 ฉบับหน้า)
หน้า 4 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3515 วันที่ 20-23 ตุลาคม 2562 โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน
เกี่ยวกับผู้เขียน : ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน ผู้เชี่ยวชาญที่สั่งสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับตลาดจีน มุ่งหวังนำข้อมูลและมุมมอง ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ การตลาดและอื่นๆ ที่อยู่ในกระแสของจีนมาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่าน เพื่อเราจะไม่ตกขบวน “รถไฟความเร็วสูง” ของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน






