
5 ปีที่ไม่สูญเปล่า และต้องลุยต่อ
บรรยากาศกินข้าวเที่ยงของ “นายกฯลุงตู่” กับสื่อมวลชนสายทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา มุมหนึ่งก็เป็นเรื่องปกติของกิจกรรมสื่อมวลชนสัมพันธ์ ของสำนักโฆษกสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ทำเป็นกิจกรรมประจำในหลายยุคหลายสมัย ไม่ว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ที่อาศัยช่วงว่างตรงกันก็มานั่งกินข้าวแล้วก็คุยกัน เปิดใจกันหลายเรื่องหลายประเด็น จนนักข่าวถูกย้อนถามกลับว่า “นี่เธอกำลังซักฟอกฉันอยู่หรือเปล่า”
แต่มุมหนึ่ง เพื่อนๆ พี่ๆ นักข่าวหลายคนก็คิดและรู้สึกตรงกันว่า เป็นการกินข้าวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครั้งนี้กับบรรยากาศหน้ารังนกกระจอก คงเป็นครั้งสุดท้าย! ในฐานะนายกรัฐมนตรี ในยุค คสช. นับตั้งแต่ทำการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งอาจจะไม่ได้เป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตที่จะได้ร่วมกิจกรรมนี้
เพราะอย่าลืมว่า พล.อ.ประยุทธ์ ก็เป็นหนึ่งในแคนดิเดต ที่มีโอกาสจะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาโหวตให้กลับมา
ลองคิดเผื่อ สมมติว่า พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัย สิ่งที่จะได้เห็นอย่างแน่นอน คือในเชิงการบริหารประเทศ ที่จะสานต่อโครงการเดิมที่ทำไว้ไม่ให้สะดุด แต่ก็อาจจะขลุกขลักในบางกระทรวงที่จะต้องยอมเปิดทางให้พรรคร่วมรัฐบาล ผลักดันนโยบายที่พรรคนั้นๆ ได้หาเสียงกับประชาชนเอาไว้ในช่วงเลือกตั้ง
แต่เชื่อว่าสิ่งที่ “บิ๊กตู่” จะนำไปยืนยันกับพรรคร่วมได้ ในเชิงประจักษ์ คือความสำเร็จของงานเดิมที่ทำเอาไว้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ที่จำเป็นจะต้องช่วยกันสานต่อ โดย เฉพาะเรื่องของ “การลดความเสี่ยงของประเทศ” ที่เป็นภารกิจติดตามและแก้ไขปัญหา “ระหว่างประเทศ” ที่เรื้อรังสะสมมานาน ส่งผล กระทบกับเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศอย่างรุนแรง
ทั้งการปลดธงแดงขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO ที่ทำสำเร็จวันที่ 5 ตุลาคม 2560 จากประเด็นมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบิน ถัดมาเป็นเรื่องของการปลดใบเหลืองของสหภาพยุโรป ที่ทำสำเร็จเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 จากประเด็นปัญหาด้านประมง หรือ IUU และการทำให้ประเทศไทยขึ้นมาอยู่ในบัญชี Tier 2 ในประเด็นการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์
รวมทั้งเรื่องยกขีดความสามารถในการแข่งขันที่หลายเรื่องอันดับดีขึ้น ทั้งการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) ที่หน่วยงานมากกว่า 25 หน่วยงาน ช่วยกันแก้ไขปัญหา จนทำให้ประเทศไทยกระโดดจากอันดับ 46 ของโลก มาอยู่ในอันดับที่ 26 ในปี 2561 และแม้จะร่วงไป 1 อันดับในปี 2562 ไปอยู่ที่ 27 ของโลก ก็จะยังคงต้องลุยต่อไม่ให้ร่วงลงไปกว่านี้
มีอันดับที่ดีขึ้น 20 อันดับ จากการจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก 4.0 (Global Competitiveness Index: GCI 4.0) ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 38 ในปี 2561 มีอันดับที่ดีขึ้น 2 อันดับ
การวัดประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ (International Logistics Performance Index) ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 32 ในปี 2561 มีอันดับที่ดีขึ้น 13 อันดับ การประเมินผลดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index : GII) ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 44 ในปี 2561 มีอันดับที่ดีขึ้น 7 อันดับ
กว่าจะทำเรื่องเหล่านี้มาได้ ใช้งบประมาณและสรรพกำลังมหาศาล นี่ยังไม่นับรวมถึงการออกพระราชบัญญัติที่ผ่านพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทั้งหมด 346 ฉบับ อยู่ระหว่างการพิจารณาอีก 103 ฉบับ
ฉะนั้น 5 ปีที่ผ่านมา ต้องไม่ได้สูญเปล่า ต้องชวนพรรคร่วมรัฐบาล หนักแน่นปักหลักเดินหน้าแก้ปัญหาต่อไป เพื่อประเทศไทยของเรา
อินไซด์สนามข่าว โดย จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง
หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3472 ระหว่างวันที่ 23 - 25 พฤษภาคม 2562






