
อยู่กับปัจจุบัน : จับตา‘พลังเงียบ’ กาบัตรเลือก‘รัฐบาลใหม่’
จับตา‘พลังเงียบ’
กาบัตรเลือก‘รัฐบาลใหม่’
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เผลอแป๊บๆ สัปดาห์หน้านี้ ก็จะถึงวันที่พี่น้องคนไทยต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันแล้ว คือวันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม ไป “กาบัตร” เลือกตั้งล่วงหน้าและวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม ไปกาบัตรเลือกตั้งทั่วไป
เนื่องจากบ้านเมืองของเรา “เว้น” ว่างจากการเลือกตั้งมานานกว่า 8 ปี จึงคาดการณ์ว่า ทั้ง 2 วันนั้น จะมีผู้คนหลั่งไหลไปใช้สิทธิกันมากมายล้นหลามมากกว่าทุกครั้ง เพราะมีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากถึง 51,419,975 คน ซึ่งในจำนวนนี้ ยังมีคนหนุ่ม-คนสาวที่เพิ่งจะมีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกรวมกันถึง 7,339,772 คน
ไม่นับรวมจำนวนพรรคการเมืองที่ลงสนามแข่งขันร่วมๆ 80 พรรคและมีผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งมากถึง 13,846 คน โดยเฉพาะ “แคนดิเดตนายกฯ” นั้น ก็มีพรรคการเมืองต่างๆ ส่งตัวแทนลงชิงชัยมากถึง 52 คน ซึ่งในจำนวนนี้...เบื้องต้นก็มีตัวเต็งเพียงแค่ “อภิสิทธิ์” ของประชาธิปัตย์ “สุดารัตน์-ชัชชาติ-ชัยเกษม” ของพรรคเพื่อไทยเท่านั้น
จนกระทั่งพรรค “ไทยรักษาชาติ” พรรคเครือข่ายระบอบทักษิณฯ เสนอชื่อ “ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี” เป็น “แคนดิเคตนายกฯ” ในบัญชีของพรรคฯ โดยวันเดียวกันนั้น พรรค “รวมพลังประชารัฐ” เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. เข้าชิงเก้าอี้ด้วยอีกคน
สถานการณ์การเมืองไทยก็พลันร้อนฉ่าขึ้นมาทันที!! และยิ่งร้อนแรงเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ....เมื่อกกต.มีมติเอกฉันท์ ว่าการนำชื่อ “บุคคลชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์” มาเสนอเป็น “แคนดิเดตนายกฯ” เข้าข่าย “เป็นปฏิปักษ์” ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก่อนจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.)
ล่าสุดเมื่อเวลา 15.30 น.วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ตามที่ กกต.ขอให้วินิจฉัย ส่งผลให้ผู้สมัครของ “ไทยรักษาชาติ” จำนวน 176 คน แบ่งเป็นผู้สมัคร ส.ส.เขต 176 คนและส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 108 คน ถูกลบชื่อออกจากการแข่งขันไปโดยปริยาย...
ขณะที่ “คะแนน” ของพรรค ก็คงจะเทไปให้พรรคเครือข่ายระบอบทักษิณไม่ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นพรรค เพื่อไทย (พท.) หรือเพื่อชาติ (พช.) ที่มาถึงตรงนี้ กลายเป็นเรื่อง “ผิดฝา-ผิดตัว” อันสืบเนื่องจาก “เกม” การเมืองในแผนยุทธศาสตร์ “แยกกันเดิน-รวมกันตี” ซึ่งสุดท้ายกลายเป็น “กับดัก” ทำให้พรรคตระกูลเพื่อ ทั้งหลาย ต้องประสบกับความแพ้พ่ายในที่สุด
ทั้งนี้ ไม่นับรวมความ “ซับซ้อน” ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ “ออกแบบ” กติกาและข้อบัญญัติต่างๆ เพื่อให้แต่ละคะแนนเสียงมีค่ามากๆ โดยมีการประมาณการที่คำนวณจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด จำนวน 51,419,975 คน (มีคนหนุ่ม-สาวที่มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก 7,339,772 คน) เขตเลือกตั้ง 350 เขต ผู้มีสิทธิประมาณเขตละ 150,000 คน ประมาณการว่าคะแนนรวมทั่วประเทศ 80,000 คะแนนจะได้ส.ส. 1 คน
หมายความว่า พรรคการเมืองใดก็ตามมีคะแนนรวมทั่วประเทศเกิน 80,000 คะแนน แม้ไม่ได้ ส.ส.เขตเลยสักคนเดียวก็จะได้ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน ...กติกาแบบนี้ ทุกคะแนนจึงสำคัญมากเพราะคนแค่คนเดียว (1 คะแนน) อาจทำให้ได้ ส.ส.เพิ่มขึ้นอีก 1 คน แต่ 1 คะแนนที่ว่านี้ก็อาจถึง “ขั้น” ทำให้เกิดการเปลี่ยนขั้ว-การเมืองหรือรัฐบาลได้เลย
ตัวอย่าง 51,419,975 คนเลือกพรรค A แค่ 5% ทั่วประเทศจะได้ ส.ส. 32 คนขึ้นไป คำนวณให้ดูง่ายๆ คือ 5% ของ 51,419,975 = 2,570,998.75 คน เอา 80,000 ไปหารได้ 32 คน และถ้าได้ ส.ส.เขตแล้ว 10 คนก็ต้องเพิ่ม ส.ส.บัญชีรายชื่ออีก 12 คนตามกติกา
เมื่อเป็นอย่างนี้ จึงขอ “ฟันธง” ว่าจนวันสุดท้ายที่ ลูก-หลาน จูงมือพ่อแก่-แม่เฒ่า “พลังเงียบ” ไปเข้าคูหานั่นแหละ ถึงจะรู้ผลการเลือกตั้ง ว่าพรรคการเมือง “ขั้ว-ฝ่าย” ใด จะชนะการเลือกตั้งและได้จัดตั้งรัฐบาลใหม่






