thansettakij
thansettakij
สถานภาพการทำงาน ผู้สูงอายุไทย

สถานภาพการทำงาน ผู้สูงอายุไทย

21 พ.ย. 61 | 04:30 น.
การเปลี่ยนผ่านทางประชากร (จากสถานการณ์ที่มีภาวะเจริญพันธุ์และภาวะการตายอยู่ในระดับสูง มาสู่สถานการณ์ที่มีภาวะเจริญพันธุ์และภาวะการตายอยู่ในระดับตํ่า) และการเข้าสู่สังคมสูงวัยได้ทำให้ผู้คนทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาทำงานยาวนานขึ้นกว่าในอดีต โดยอาจมีสาเหตุมาจากการเลือกที่จะทำงานนานขึ้น หรือจากความจำเป็น หรือจากกฎระเบียบข้อบังคับ

สำหรับในกรณีของประเทศ ไทย พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 ได้กำหนดให้การเกษียณอายุสำหรับข้าราชการโดยทั่วไปอยู่ที่อายุ 60 ปี และพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ได้กำหนดว่าผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพหลังจากอายุครบ 55 ปี โดยผู้ประกันตนต้องได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วอย่างน้อย 180 เดือน (แต่หากความเป็นผู้ประกันตนยังไม่สิ้นสุดลง ให้มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพหลังจากที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง)

นอกจากนี้ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2560 ได้กล่าวถึงการเกษียณอายุในกรณีของลูกจ้างภาคเอกชนไว้ โดยกำหนดอายุเกษียณไว้ที่ 60 ปี ยกเว้นในกรณีที่ได้มีการตกลงหรือกำหนดการเกษียณอายุไว้ ในส่วนของแรงงานนอกระบบนั้น เมื่อพูดถึงอายุเกษียณ ผู้คนส่วนใหญ่จะนึกถึงอายุ 60 ปี

อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยมีผู้ที่อายุเกิน 60 ปีที่ยังทำงานอยู่เป็นจำนวนมาก จากข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2559 (ไตรมาสที่ 3) พบว่า 37% ของผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) จำนวนเกือบ 45,000 คนที่ตอบแบบสอบ ถาม ยังคงทำงานอยู่ โดย 21% ยังคงทำงานเต็มเวลาในช่วง 7 วันก่อนวันสัมภาษณ์ และ 16% ทำงานไม่เต็มเวลาในช่วง 7 วัน ก่อนวันสัมภาษณ์

ผู้วิจัยได้ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับสถานภาพการทำงานของผู้สูงอายุไทย โดยใช้การวิเคราะห์ multinomial logistic model เพื่อศึกษาว่าผู้สูงอายุไทยมีสถานภาพในการทำงานอย่างไร โดยแยกเป็น 1.ไม่ทำงาน 2.ทำงานไม่เต็มเวลา และ 3.ทำงานเต็มเวลา โดยศึกษารูปแบบการทำงานหลังอายุเกษียณ ในลักษณะของการทำงานแบบเต็มเวลาและไม่เต็มเวลา เช่นเดียวกับงานวิจัยของ Maestas (2010)

ทั้งนี้ จากข้อมูลเกี่ยวกับการเกษียณอายุที่ได้กล่าวเบื้องต้น ผู้วิจัยกำหนดให้ผู้สูงอายุ ได้แก่ ผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป และใช้ข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2559 (ไตรมาสที่ 3) ซึ่งต่างจากงานวิจัยเกี่ยวกับการทำงานของผู้สูงอายุก่อนหน้านี้ ที่ใช้ข้อมูลจากการสำรวจผู้สูงอายุ หรือข้อมูลจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรมีข้อมูลที่ละเอียดเกี่ยวกับสถานภาพการทำงาน แต่ไม่มีข้อมูลด้านสุขภาพและทรัพย์สิน ซึ่งเป็นข้อจำกัดของการวิเคราะห์ครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ในครั้งนี้ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสถานภาพการทำงานของผู้สูงอายุกับปัจจัยดังต่อไปนี้ อายุ เพศ สถานภาพสมรส การศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน การอยู่อาศัยในหรือนอกเขตเทศบาล ภาคที่อยู่อาศัย และขนาดครัวเรือน

TP7-3420-A

ผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่าผู้สูงอายุที่จบการศึกษาในระดับชั้นที่สูงกว่าชั้นมัธยมศึกษา (เช่น ปวส. อนุปริญญา ปริญญาตรี หรือสูงกว่า) มีแนวโน้มที่จะไม่ทำงาน (ทั้งการทำงานเต็มเวลาและการทำงานไม่เต็มเวลา) เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับการศึกษา โดยเป็นไปได้ว่าผู้ที่จบการศึกษาในระดับที่สูงนั้น สามารถเตรียมความพร้อมสำหรับวัยเกษียณและมีทรัพย์สินที่เพียงพอสำหรับการเกษียณอายุโดยไม่ทำงาน

ในทางกลับกัน ผู้สูงอายุที่มีการศึกษาในระดับตํ่ากว่าประถมศึกษาและระดับประถมศึกษา มีแนวโน้มที่จะทำงานทั้งแบบเต็มเวลาและแบบไม่เต็มเวลา เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับการศึกษา สำหรับผู้สูงอายุที่มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษา มีแนวโน้มที่จะไม่ทำงานแบบไม่เต็มเวลา เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับการศึกษา

ผู้สูงอายุที่อยู่ในครัวเรือนที่มีสมาชิกในครัวเรือน 4 คนขึ้นไป มีแนวโน้มที่จะไม่ทำงาน (ทั้งการทำงานเต็มเวลาและการทำงานไม่เต็มเวลา) เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว ในขณะที่ผู้สูงอายุที่อยู่ในครัวเรือนที่มีสมาชิก 2-3 คน มีโอกาสที่จะทำงาน (ทั้งการทำงานเต็มเวลาและการทำงานไม่เต็มเวลา) ไม่แตกต่างจากผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว

ซึ่งผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทของครอบครัวในการดูแลผู้สูงอายุ โดยมีความเป็นไปได้ว่าผู้สูงอายุที่อยู่ในครัวเรือนที่มีสมาชิกหลายคน ได้รับการเกื้อหนุนจากครอบครัว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำงาน ในสังคมไทยการเกื้อหนุนภายในครอบครัวและการดูแลผู้สูงอายุ เป็นสิ่งที่แสดงถึงความกตัญญู ซึ่งเป็นค่านิยมที่สำคัญประการหนึ่งของสังคมไทย (เช่นที่กล่าวถึงใน Knodel and Teerawichitchainan (2017))

ผู้สูงอายุที่อายุ 80 ปีขึ้นไป และผู้สูงอายุที่อายุ 70-79 ปี มีแนวโน้มที่จะไม่ทำงานเต็มเวลาเมื่อเทียบกับผู้สูงอายุที่อายุ 60-69 ปี ซึ่งอาจเป็นเพราะสุขภาพไม่อำนวย

นอกจากนี้ผลการศึกษายังพบว่าผู้สูงอายุชาย มีแนวโน้มที่จะทำงาน (ทั้งการทำงานเต็มเวลาและการทำงานไม่เต็มเวลา) เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุหญิง และผู้สูงอายุที่แต่งงาน มีแนวโน้มที่จะทำงาน (ทั้งการทำงานเต็มเวลาและการทำงานไม่เต็มเวลา) เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุที่โสด ผู้สูงอายุที่อยู่ในชนบท มีแนวโน้มที่จะทำงานแบบไม่เต็มเวลา เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุที่อยู่ในเมือง ซึ่งงานที่ผู้สูงอายุที่อยู่ในชนบททำส่วนใหญ่เป็นงานในภาคเกษตรกรรม โดยสำหรับผู้สูงอายุที่ทำงาน 57% ทำงานในภาคเกษตรกรรม 12% ทำงานในภาคอุตสาหกรรม และ  31% ทำงานในภาคบริการ

นอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบความแตกต่างระหว่างภาค โดยผู้สูงอายุที่อยู่ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง มีแนวโน้มที่จะทำงานแบบเต็มเวลา เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุที่อยู่ในภาคใต้ ในขณะที่ผู้สูงอายุที่อยู่ในภาคใต้ มีแนวโน้มที่จะทำงานแบบไม่เต็มเวลา เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุที่อยู่ภาคอื่นๆ

ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ในภาพรวม การทำงานของผู้สูงอายุในประเทศไทยเป็นการทำงานที่มีเหตุจากความจำเป็น มากกว่าเป็นการทำงานที่เกิดจากการเลือกที่จะทำ นอกจากนี้ ผลการศึกษาเกี่ยวกับสถานภาพการทำงานของผู้สูงอายุยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาและการเกื้อหนุนโดยครอบครัว
หมายเหตุ - บทความนี้อ้างอิงจากผลงานวิจัยต่อไปนี้

Knodel, J., & Teerawichitchainan, B. (2017). Family Support for Older Persons in Thailand: Challenges and
Opportunities. Ann Arbor: University of Michigan Population Studies Center Research.

Maestas, N. (2010). Back to Work: Expectations and Realizations of Work after Retirement. The Journal of Human Resources, 45(3), 718-748; doi: 10.1353/jhr.2010.0011.

  • เศรษฐเสวนา จุฬาฯทัศนะ โดย

  • ผศ.ดร.ปัทพร สุคนธมาน วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

  • ผศ.ดร.ชันทาล แฮร์เบอร์โฮลส์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


หน้า 7 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3420 ระหว่างวันที่ 22 - 24 พฤศจิกายน 2561

ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว