
ห่วงโซ่มูลค่า(โลก)
แนวคิดในเรื่อง “ห่วงโซ่มูลค่า” เป็นการแสดงถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจในแต่ละขั้นตอนการผลิตสินค้า ดังที่ได้แสดงให้เห็นในบทความก่อนหน้า เมื่อพิจารณาในรายละเอียดจากมุมมองของผู้ผลิต อันเป็นผู้ดำเนินการสร้างห่วงโซ่มูลค่า พบว่าผู้ผลิตต้องการที่จะลดต้นทุนการผลิตให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ได้ส่วนต่างระหว่างราคาสินค้าและต้นทุนมากที่สุด ซึ่งส่วนต่างดังกล่าวคือผลตอบแทนที่ผู้ผลิตจะได้รับ (กำไร) นั่นเอง
หากมองย้อนไปในอดีต การปฏิวัติอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนโฉมหน้าของกระบวนการผลิต โดยนำเอาระบบ “สายพานการผลิต” หรือ Production Line (Assembly Line) เข้ามามีบทบาทในการผลิต ทำให้กระบวนการผลิตเปลี่ยนโฉมหน้าจากการผลิตในครัวเรือน เป็นการผลิตในโรงงานผลิต จากนั้นเป็นต้นมา ระบบสายพานการผลิตได้เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากในการผลิตสินค้ายุคใหม่
ระบบสายพานการผลิตนี้เองสามารถเป็นตัวอย่างและเป็นแบบเปรียบเทียบเป็นอย่างดีกับห่วงโซ่มูลค่า เนื่องจากระบบสายพาน เป็นการนำ พาเอาวัตถุดิบ จากระดับปฐมภูมิที่สุด ผ่านไปยัง “จุดผลิต” ต่างๆ เพื่อให้ท้ายที่สุดแล้วออกมาเป็นผลิตภัณฑ์สู่ผู้บริโภค ในแต่ละจุดผลิตที่วัตถุดิบถูกนำพาโดยสายพานให้เคลื่อนที่ผ่าน จะมีกระบวนการแปรรูปในแต่ละขั้นตอน ซึ่งในกระบวนการนี้เองที่มูลค่าเพิ่มถูกเติมเข้าไปในมูลค่าของผลิตภัณฑ์ ดังนั้นในระดับพื้นฐาน มูลค่าเพิ่มในสินค้าจะอยู่ในระดับสูงหากสินค้านั้นต้องผ่านการแปรรูปที่ซับซ้อน หรือมีสายการผลิตที่ยาวนั่นเอง
ภายใต้แนวคิดทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน การใช้ระบบสายพาน เป็นการเพิ่มประสิทธิผลทางการผลิตเนื่องจากระบบนี้จะเป็นการนำเอาวัตถุดิบ ผ่านไปยังจุดผลิตต่างๆ ที่มีความถนัดเฉพาะทางในการแปรรูปวัตถุดิบ คล้ายการแบ่งงานกันทำ เช่นในตัวอย่างการผลิตภาคเกษตร ที่แรงงานที่ถนัดพรวนดินก็พรวนดินอย่างเดียวจนเกิดความชำนาญ แรงงานที่ถนัดการรดนํ้าก็รดนํ้าเพียงอย่างเดียว เป็นต้น
การกระทำตามความถนัดหรือความชำนาญนี้เองเป็นต้นทางในการลดต้นทุนการผลิต เมื่อเปรียบเทียบกับการให้แรงงานทำทั้งกระบวนการตั้งแต่รดนํ้า พรวนดิน ให้ปุ๋ย ดังนั้นเมื่อผู้ประกอบการแสวงหาทางที่จะลดต้นทุนทางการผลิต ระบบสายพานการผลิตจึงตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี
เมื่อถอดแบบการทำงานแบบสายพานออก แล้วนำแนวคิดมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต จะทำให้เห็นภาพของห่วงโซ่มูลค่าได้ชัดขึ้น เนื่อง จากห่วงโซ่มูลค่า คือการนำวัตถุดิบ ผ่านกระบวนการแปรรูปในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้เกิดสินค้าที่ต้องการถึงมือผู้บริโภค เช่นเดียวกัน แตกต่างกันเพียงห่วงโซ่มูลค่านี้ไม่ได้จำเป็นต้องเกิดขึ้นภายในโรงงานเดียว หากแต่เป็นการย้ายวัตถุดิบไปแปรรูปในหลายโรงงานที่มีความถนัดเฉพาะด้าน จนเป็นสินค้าในที่สุด
แนวคิดเพื่อการลดต้นทุนโดยใช้ความถนัดนี้ สามารถเปรียบได้กับการแบ่งงานกันทำตามความถนัดของแต่ละโรงงาน หรือการแบ่งงานตามความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ(Comparative Advantage) นั่นเอง
เมื่อแนวคิดสายพานการผลิตถูกประยุกต์ใช้ขยายวงออกเป็นห่วงโซ่มูลค่า ข้อจำกัดทางด้านพื้นที่ทางกายภาพก็ลดความสำคัญลงอย่างชัดเจน วัตถุดิบถูกขนย้ายไปที่ใดก็ได้ที่สามารถผลิตได้ด้วยต้นทุนที่ตํ่ากว่า ซึ่งหมายความว่าข้อจำกัดของขอบเขตทางกายภาพไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป ทำให้เกิด “ห่วงโซ่มูลค่าโลก” (Global Value Chain) ขึ้นพร้อมๆ กับที่มาของ “บรรษัทข้ามชาติ” (Multinational Enterprise) ซึ่งบรรษัทข้ามชาตินี่เองที่เป็นตัวผลักดันให้เกิดการแสวงหากระบวนการผลิตต้นทุนตํ่าในประเทศต่างๆ เพื่อให้ผลผลิตที่ได้มีต้นทุนรวมตํ่าที่สุด
พฤติกรรมของบรรษัทข้ามชาติในการลดต้นทุนสามารถแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆ ได้แก่
1. Outsourcing หรือการจ้างบริษัทอื่นที่มีความถนัดในการผลิตมากกว่า ผลิตชิ้นส่วนบางชิ้นให้แทนที่จะผลิตเอง
2. Offshoring หรือการไปลงทุนตั้งโรงงานของบริษัทตนเองในต่างประเทศที่มีต้นทุนในการแสวงหาวัตถุดิบ หรือปัจจัยการผลิตที่ถูกกว่า นั่นคือเหตุผลที่ว่าเหตุใดบริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา เลิกผลิตตัวประมวลผลกลาง (Central Processing Unit: CPU) เองแล้วจ้างบริษัทยักษ์ใหญ่ (อีกบริษัท) ในการผลิตแทน เลิกผลิตจอสำหรับอุปกรณ์ต่างๆ แล้วจ้างบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศเกาหลีผลิตให้ แล้วนำส่วนประกอบต่างๆ ไปประกอบในโรงงานของตนเองที่ประเทศจีน เนื่องจากกระบวนการเหล่านี้ก่อให้เกิดการลดต้นทุนทางการผลิต (แน่นอนว่าส่วนหนึ่งของต้นทุนที่ลดลงเกิดจากการประหยัดต่อขนาด : Economies of Scale)
ในปัจจุบัน พฤติกรรมการแสวงหาต้นทุนตํ่าทำให้กระบวนการผลิตต่างๆ นั้น ถูกดึงเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากพิจารณาสาขาการผลิตในประเทศไทยเองหลายสาขาการผลิตก็เป็นไปตามแนวโน้มดังกล่าว มีงานวิชาการทางเศรษฐศาสตร์หลายการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า สาขาการผลิตหลากหลายประเภทของไทย ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในสายการผลิตโลกมากยิ่งขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งที่โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม
ดังนั้น คำถามสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่ทำอย่างไร จึงจะดึงเอาสายการผลิตทั้งสายให้อยู่ในประเทศเพื่อยึดเอามูลค่าเพิ่มทั้งหมดไว้กับตัว (ดังเช่นที่นำเสนอไปแล้วในบทความก่อน) หากแต่อยู่ที่เราจะยังสามารถสร้างความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ หรือยังสามารถรักษาหรือพัฒนาความถนัดที่เคยมีอยู่ให้สามารถคงอยู่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าโลกได้อย่างมั่นคง
สำคัญยิ่งกว่านั้นเราจะสร้างเสริมหรือพัฒนาความเชี่ยวชาญให้กับปัจจัยการผลิตของประเทศได้อย่างไร เพื่อให้มูลค่าเพิ่มที่สร้างจากปัจจัยการผลิตเหล่านั้น สามารถดำรงอยู่ในประเทศได้อย่างยั่งยืน
References
จูน เจริญเสียง และ ดนุพล อริยสัจจากร (2558) “ผลของการลงทุนทางตรงไปยังประเทศอาเซียนที่มีต่อศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารไทย” โครงการวิจัยภายใต้ชุดโครงการการศึกษาเงินลงทุนทางตรงระหว่างประเทศขาออกของประเทศไทย สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
Gereffi, Gary; Humphrey, john, and Sturgeon, Timothy. 2005, “the governance of global value chains,” Review of International Political Economy, Vol.12, No.1.
Koopman, Robert; Wang, Zhi and Wei, Shang-Jin (2012), “Estimating Domestic Content in Exports when Processing Trade is Pervasive,” Journal of development Economics, 99, pp.178-189.
Koopman, Robert; Wang, Zhi and Wei, Shang-Jin (2014), “Tracing Value-Added and Double Counting in Gross Exports,” The American Economic Review, 104(2), pp.459-494.
……………………………………………………………….
เศรษฐเสวนา จุฬาฯทัศนะ |โดย ผศ.ดร.ดนุพล อริยสัจจากร คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หน้า 7 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3406 ระหว่างวันที่ 3 - 6 ตุลาคม 2561
หากมองย้อนไปในอดีต การปฏิวัติอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนโฉมหน้าของกระบวนการผลิต โดยนำเอาระบบ “สายพานการผลิต” หรือ Production Line (Assembly Line) เข้ามามีบทบาทในการผลิต ทำให้กระบวนการผลิตเปลี่ยนโฉมหน้าจากการผลิตในครัวเรือน เป็นการผลิตในโรงงานผลิต จากนั้นเป็นต้นมา ระบบสายพานการผลิตได้เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากในการผลิตสินค้ายุคใหม่
ระบบสายพานการผลิตนี้เองสามารถเป็นตัวอย่างและเป็นแบบเปรียบเทียบเป็นอย่างดีกับห่วงโซ่มูลค่า เนื่องจากระบบสายพาน เป็นการนำ พาเอาวัตถุดิบ จากระดับปฐมภูมิที่สุด ผ่านไปยัง “จุดผลิต” ต่างๆ เพื่อให้ท้ายที่สุดแล้วออกมาเป็นผลิตภัณฑ์สู่ผู้บริโภค ในแต่ละจุดผลิตที่วัตถุดิบถูกนำพาโดยสายพานให้เคลื่อนที่ผ่าน จะมีกระบวนการแปรรูปในแต่ละขั้นตอน ซึ่งในกระบวนการนี้เองที่มูลค่าเพิ่มถูกเติมเข้าไปในมูลค่าของผลิตภัณฑ์ ดังนั้นในระดับพื้นฐาน มูลค่าเพิ่มในสินค้าจะอยู่ในระดับสูงหากสินค้านั้นต้องผ่านการแปรรูปที่ซับซ้อน หรือมีสายการผลิตที่ยาวนั่นเอง
ภายใต้แนวคิดทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน การใช้ระบบสายพาน เป็นการเพิ่มประสิทธิผลทางการผลิตเนื่องจากระบบนี้จะเป็นการนำเอาวัตถุดิบ ผ่านไปยังจุดผลิตต่างๆ ที่มีความถนัดเฉพาะทางในการแปรรูปวัตถุดิบ คล้ายการแบ่งงานกันทำ เช่นในตัวอย่างการผลิตภาคเกษตร ที่แรงงานที่ถนัดพรวนดินก็พรวนดินอย่างเดียวจนเกิดความชำนาญ แรงงานที่ถนัดการรดนํ้าก็รดนํ้าเพียงอย่างเดียว เป็นต้น
การกระทำตามความถนัดหรือความชำนาญนี้เองเป็นต้นทางในการลดต้นทุนการผลิต เมื่อเปรียบเทียบกับการให้แรงงานทำทั้งกระบวนการตั้งแต่รดนํ้า พรวนดิน ให้ปุ๋ย ดังนั้นเมื่อผู้ประกอบการแสวงหาทางที่จะลดต้นทุนทางการผลิต ระบบสายพานการผลิตจึงตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี
เมื่อถอดแบบการทำงานแบบสายพานออก แล้วนำแนวคิดมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต จะทำให้เห็นภาพของห่วงโซ่มูลค่าได้ชัดขึ้น เนื่อง จากห่วงโซ่มูลค่า คือการนำวัตถุดิบ ผ่านกระบวนการแปรรูปในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้เกิดสินค้าที่ต้องการถึงมือผู้บริโภค เช่นเดียวกัน แตกต่างกันเพียงห่วงโซ่มูลค่านี้ไม่ได้จำเป็นต้องเกิดขึ้นภายในโรงงานเดียว หากแต่เป็นการย้ายวัตถุดิบไปแปรรูปในหลายโรงงานที่มีความถนัดเฉพาะด้าน จนเป็นสินค้าในที่สุด
แนวคิดเพื่อการลดต้นทุนโดยใช้ความถนัดนี้ สามารถเปรียบได้กับการแบ่งงานกันทำตามความถนัดของแต่ละโรงงาน หรือการแบ่งงานตามความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ(Comparative Advantage) นั่นเอง
เมื่อแนวคิดสายพานการผลิตถูกประยุกต์ใช้ขยายวงออกเป็นห่วงโซ่มูลค่า ข้อจำกัดทางด้านพื้นที่ทางกายภาพก็ลดความสำคัญลงอย่างชัดเจน วัตถุดิบถูกขนย้ายไปที่ใดก็ได้ที่สามารถผลิตได้ด้วยต้นทุนที่ตํ่ากว่า ซึ่งหมายความว่าข้อจำกัดของขอบเขตทางกายภาพไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป ทำให้เกิด “ห่วงโซ่มูลค่าโลก” (Global Value Chain) ขึ้นพร้อมๆ กับที่มาของ “บรรษัทข้ามชาติ” (Multinational Enterprise) ซึ่งบรรษัทข้ามชาตินี่เองที่เป็นตัวผลักดันให้เกิดการแสวงหากระบวนการผลิตต้นทุนตํ่าในประเทศต่างๆ เพื่อให้ผลผลิตที่ได้มีต้นทุนรวมตํ่าที่สุด
1. Outsourcing หรือการจ้างบริษัทอื่นที่มีความถนัดในการผลิตมากกว่า ผลิตชิ้นส่วนบางชิ้นให้แทนที่จะผลิตเอง
2. Offshoring หรือการไปลงทุนตั้งโรงงานของบริษัทตนเองในต่างประเทศที่มีต้นทุนในการแสวงหาวัตถุดิบ หรือปัจจัยการผลิตที่ถูกกว่า นั่นคือเหตุผลที่ว่าเหตุใดบริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา เลิกผลิตตัวประมวลผลกลาง (Central Processing Unit: CPU) เองแล้วจ้างบริษัทยักษ์ใหญ่ (อีกบริษัท) ในการผลิตแทน เลิกผลิตจอสำหรับอุปกรณ์ต่างๆ แล้วจ้างบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศเกาหลีผลิตให้ แล้วนำส่วนประกอบต่างๆ ไปประกอบในโรงงานของตนเองที่ประเทศจีน เนื่องจากกระบวนการเหล่านี้ก่อให้เกิดการลดต้นทุนทางการผลิต (แน่นอนว่าส่วนหนึ่งของต้นทุนที่ลดลงเกิดจากการประหยัดต่อขนาด : Economies of Scale)
ในปัจจุบัน พฤติกรรมการแสวงหาต้นทุนตํ่าทำให้กระบวนการผลิตต่างๆ นั้น ถูกดึงเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากพิจารณาสาขาการผลิตในประเทศไทยเองหลายสาขาการผลิตก็เป็นไปตามแนวโน้มดังกล่าว มีงานวิชาการทางเศรษฐศาสตร์หลายการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า สาขาการผลิตหลากหลายประเภทของไทย ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในสายการผลิตโลกมากยิ่งขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งที่โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม
ดังนั้น คำถามสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่ทำอย่างไร จึงจะดึงเอาสายการผลิตทั้งสายให้อยู่ในประเทศเพื่อยึดเอามูลค่าเพิ่มทั้งหมดไว้กับตัว (ดังเช่นที่นำเสนอไปแล้วในบทความก่อน) หากแต่อยู่ที่เราจะยังสามารถสร้างความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ หรือยังสามารถรักษาหรือพัฒนาความถนัดที่เคยมีอยู่ให้สามารถคงอยู่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าโลกได้อย่างมั่นคง
สำคัญยิ่งกว่านั้นเราจะสร้างเสริมหรือพัฒนาความเชี่ยวชาญให้กับปัจจัยการผลิตของประเทศได้อย่างไร เพื่อให้มูลค่าเพิ่มที่สร้างจากปัจจัยการผลิตเหล่านั้น สามารถดำรงอยู่ในประเทศได้อย่างยั่งยืน
References
จูน เจริญเสียง และ ดนุพล อริยสัจจากร (2558) “ผลของการลงทุนทางตรงไปยังประเทศอาเซียนที่มีต่อศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารไทย” โครงการวิจัยภายใต้ชุดโครงการการศึกษาเงินลงทุนทางตรงระหว่างประเทศขาออกของประเทศไทย สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
Gereffi, Gary; Humphrey, john, and Sturgeon, Timothy. 2005, “the governance of global value chains,” Review of International Political Economy, Vol.12, No.1.
Koopman, Robert; Wang, Zhi and Wei, Shang-Jin (2012), “Estimating Domestic Content in Exports when Processing Trade is Pervasive,” Journal of development Economics, 99, pp.178-189.
Koopman, Robert; Wang, Zhi and Wei, Shang-Jin (2014), “Tracing Value-Added and Double Counting in Gross Exports,” The American Economic Review, 104(2), pp.459-494.
……………………………………………………………….
เศรษฐเสวนา จุฬาฯทัศนะ |โดย ผศ.ดร.ดนุพล อริยสัจจากร คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หน้า 7 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3406 ระหว่างวันที่ 3 - 6 ตุลาคม 2561






