
การสืบทอดธุรกิจครอบครัวในจีน
อย่างไรก็ตาม Roger King ผู้อำนวยการ Tanoto Center for Asian Family Business and Entrepreneursivity Studies กล่าวถึงผลการศึกษาว่า สำหรับกลุ่มธุรกิจครอบครัวในประเทศอื่น เช่น ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่สูงกว่าจีนในการบริหารบริษัทโดยผู้นำหลาย
เนื่องจากพบว่าธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินกิจการมาอย่างน้อยหนึ่งศตวรรษหรือมีอายุ 100 ปีขึ้นไป ในญี่ปุ่นมี 25,321 ราย สหรัฐอเมริกามี 11,273 รายและเยอรมนีมี 7,632 ราย ซึ่งแม้ว่าญี่ปุ่นจะเป็นผู้นำในหัวตารางแต่ก็พบว่าบริษัทที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นมักประกอบไปด้วยผู้ประกอบการรายเล็กๆ เช่น ภัตตาคารหรือร้านขายขนมหวาน เป็นต้น ขณะที่ทางฝั่งเอเชียนั้นพบว่าไต้หวันอยู่ในอันดับที่ 19 มีจำนวน 209 ราย จีนแผ่นดินใหญ่อยู่ในอันดับที่ 21 จำนวน 204 ราย และฮ่องกงอยู่ในอันดับที่ 31 จำนวน 89 ราย1
Roger King ได้อธิบายว่าญี่ปุ่นนั้นได้เปรียบจากวัฒนธรรมการโอนกรรมสิทธิ์ทางธุรกิจให้กับลูกสะใภ้หรือบุตรบุญธรรมที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดได้ ตราบเท่าที่ผู้รับเลี้ยงบุตรบุญธรรมตกลงที่จะรับเข้ามาใช้นามสกุลเดียวกัน ขณะที่บริษัทของจีนมักจะส่งต่อธุรกิจให้เฉพาะกับสมาชิกในครอบครัวที่เป็นผู้ชาย ซึ่งโดยปกติจะเป็นลูกชายคนโตของครอบครัว
ปัจจุบันจีนประสบปัญหากับการที่ธุรกิจครอบครัวจำนวนมากเตรียมที่จะส่งต่อกิจการให้กับทายาทรุ่นต่อไป โดยผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจครอบครัววิเคราะห์ว่า มากกว่า 6 ใน 10 ของทายาทเจ้าของธุรกิจไม่ต้องการเข้าไปรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัวและในกลุ่มธุรกิจครอบครัวของจีนยังขาดวัฒนธรรมในการเลี้ยงดูและให้การศึกษาวิถีของธุรกิจครอบครัวและวัฒนธรรมของธุรกิจครอบครัว คือไม่มีการบ่มเพาะลูกเพื่อเตรียมความพร้อมให้เข้ามารับช่วงต่อธุรกิจ หลายครอบครัวที่ลูกถูกเลี้ยงดูโดยปู่ย่าตายายจากนั้นก็ส่งไปเรียนในประเทศตะวันตก ทำให้ลูกหลานเหล่านั้นมีความผูกพันกับครอบครัวน้อย และเมื่อเรียนจบกลับมาพร้อมกับไอเดียใหม่ๆ และตระหนักถึงทางเลือกอาชีพอื่นๆ2 จึงไม่มีความสนใจในธุรกิจของครอบครัวของตน เป็นต้น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่เจ้าของธุรกิจต้องค้นหาปัญหาและแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมกับสภาพการณ์ของตนต่อไป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,341 วันที่ 18 - 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561






