
“บัญชีหุ้น - บัญชีม้า” อย่าให้กลายเป็นวิกฤติศรัทธา (2)
“บัญชีหุ้น - บัญชีม้า” อย่าให้กลายเป็น วิกฤติศรัทธา (2) : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
KEY
POINTS
- บล.ฟินันเซีย ไซรัส (FSS) ถูก ก.ล.ต. กล่าวโทษ และ บล. วีบูลล์ (Webull) ถูกเรียกชี้แจง กรณีที่อาจเกี่ยวข้องกับการใช้บัญชีหุ้นเป็นช่องทางของอาชญากรรมทางการเงิน
- ปัญหาเกิดจากช่องโหว่ในระบบการตรวจสอบลูกค้า (KYC/CDD) และการติดตามธุรกรรมที่น่าสงสัย ทำให้บัญชีหุ้นอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงินลักษณะเดียวกับบัญชีม้า
- เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า อาชญากรรมทางการเงินกำลังขยายตัวจากระบบธนาคารเข้าสู่ตลาดทุน ซึ่งเป็นความท้าทายใหม่ที่ต้องเร่งแก้ไข
- หากหน่วยงานกำกับดูแลและบริษัทหลักทรัพย์ไม่สามารถอุดช่องโหว่ได้ อาจนำไปสู่วิกฤตศรัทธา และความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทยในสายตานักลงทุน
*** ในคอลัมน์ของเจ๊เมาธ์ตอนที่แล้ว เจ๊ได้พูดถึงแนวโน้มที่น่ากังวลว่า “บัญชีหุ้น” อาจกำลังถูกนำไปใช้ในลักษณะไม่ต่างจาก “บัญชีม้า” หลังจากเกิดกรณีที่ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS ถูกสำนักงาน ก.ล.ต. กล่าวโทษ ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Webull ถูกคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร เรียกผู้บริหารเข้าชี้แจงเกี่ยวกับมาตรการป้องกันการฟอกเงิน จนทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า กำลังเกิดอะไรขึ้นกับตลาดทุนไทย
วันนี้เจ๊เมาธ์จึงขอพาไปทำความรู้จักทั้งสองบริษัทให้มากขึ้น พร้อมทำความเข้าใจว่า ทำไมชื่อของพวกเขาจึงกลายเป็นประเด็นร้อนในเวลานี้
เริ่มจาก FSS ซึ่งเป็นหนึ่งในโบรกเกอร์ที่มีชื่อเสียงของไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2547 จากการรวมกิจการของกลุ่มฟินันซ่าและไซรัส ก่อนเติบโตเป็นบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่มีบทบาททั้งด้านงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ วาณิชธนกิจ และการให้บริการนักลงทุนรายย่อยและสถาบัน ปัจจุบันอยู่ภายใต้กลุ่ม Finansia X (FSX) ซึ่งมีผู้ถือหุ้นสำคัญจากสิงคโปร์และนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ชื่อของ FSS กลับถูกจับตามอง หลังสำนักงาน ก.ล.ต. กล่าวโทษบริษัทต่อกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ จากการตรวจพบข้อบกพร่องในระบบการทำความรู้จักลูกค้า และตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (Know Your Customer/Customer Due Diligence: KYC/CDD) ในช่วงปี 2567-2568
โดยเฉพาะการตรวจสอบผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (UBO) ของลูกค้านิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่ครบถ้วน การเพิ่มวงเงินซื้อขายในจำนวนสูง โดยไม่ได้ตรวจสอบความสมเหตุสมผลเพียงพอ รวมถึงการไม่ตรวจสอบเชิงลึก ในกรณีที่พบธุรกรรมไม่สอดคล้องกับฐานะทางการเงินของลูกค้า
เจ๊เมาธ์มองว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่แค่เรื่องเอกสาร หรือการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ แต่เป็นความกังวลว่าช่องโหว่ดังกล่าว อาจเปิดโอกาสให้บัญชีลงทุน ถูกใช้เป็นทางผ่านของเงินที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือการฟอกเงินได้
ส่วนอีกกรณีคือ Webull ซึ่งเป็นโบรกเกอร์ออนไลน์รายใหม่ ที่เข้ามาเปิดตลาดในประเทศไทย เมื่อปี 2567 โดยมีต้นกำเนิดจากประเทศจีน ก่อนขยายธุรกิจเข้าสหรัฐอเมริกา ในปี 2561 และเติบโตจนกลายเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายหลักทรัพย์ออนไลน์ระดับโลก ปัจจุบันบริษัทแม่คือ Webull Corporation ซึ่งจดทะเบียนในตลาด Nasdaq ภายใต้ตัวย่อ BULL และให้บริการในกว่า 14 ประเทศทั่วโลก
จุดเด่นของ Webull คือ การเปิดบัญชีและทำธุรกรรมผ่านระบบดิจิทัลแบบเต็มรูปแบบ ทำให้นักลงทุนเข้าถึงการลงทุนได้สะดวกและรวดเร็ว แต่ในอีกด้านหนึ่ง โมเดลธุรกิจลักษณะนี้ ก็ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก ให้ความสำคัญกับมาตรการป้องกันการฟอกเงินและการตรวจสอบตัวตนลูกค้าอย่างเข้มงวด
กรณีของ Webull เริ่มจากการสืบสวนเครือข่ายสแกมเมอร์ ที่หลอกลวงข้าราชการเกษียณในจังหวัดปทุมธานี ก่อนขยายผลพบผู้เสียหายจำนวนมาก โดยมีข้อสงสัยว่า บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์บางบัญชี อาจถูกใช้เป็น “ที่พักเงิน” หรือ “ทางผ่านเงิน” จนนำไปสู่การเรียกผู้บริหารเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ
แม้ทั้ง FSS และ Webull จะมีรายละเอียดแตกต่างกัน และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่า บริษัทใดเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดโดยตรง แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ ทั้งสองกรณีกำลังสะท้อนความท้าทายใหม่ของตลาดทุนไทย
เจ๊เมาธ์มองว่า ปัจจุบันอาชญากรรมทางการเงินไม่ได้จำกัดอยู่แค่บัญชีธนาคารเหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่กำลังขยายตัวเข้าสู่ตลาดทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะบัญชีลงทุนสามารถใช้เป็นช่องทางรับ โอน พัก หรือ เคลื่อนย้ายเงินได้เช่นเดียวกัน หากระบบคัดกรองและติดตามธุรกรรมมีช่องโหว่
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่สำคัญอาจไม่ใช่คำถามว่า FSS หรือ Webull ผิดหรือไม่ผิด เพราะเรื่องดังกล่าวยังต้องรอการพิสูจน์ตามกระบวนการกฎหมาย แต่สิ่งที่ตลาดทุนไทยต้องเร่งหาคำตอบคือ จะยกระดับมาตรฐานการติดตามธุรกรรม และมาตรการป้องกันการฟอกเงิน ให้ทันกับรูปแบบอาชญากรรมทางการเงินที่ซับซ้อนขึ้นทุกวันได้อย่างไร
เจ๊เมาธ์ยังย้ำว่า หากผู้คุมกติกาทั้งหลาย (Regulator) ทั้งหน่วยงานรัฐและผู้บริหารโบรกเกอร์ ยังปล่อยให้ช่องโหว่เหล่านี้ดำรงอยู่ต่อไป... คำถามที่นักลงทุนทั่วโลกจะมีต่อตลาดหุ้นไทยในอนาคต คงไม่ใช่ "หุ้นตัวไหนน่าซื้อ” แต่จะเป็นคำถามที่ว่า "ตลาดทุนไทย ยังมีความน่าเชื่อถือพอให้เข้าไปลงทุนอีกหรือไม่"
และหากวันนั้นมาถึง...ความน่าเชื่อถือที่เพียรสร้างมานาน ก็คงจะหายไปพร้อมกับสถานะศูนย์กลางทางการเงิน ที่ไม่มีใครยอมรับอีกตลอดกาลเช่นกันเจ้าค่ะ
คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์







