thansettakij
thansettakij
การควบรวมแนวตั้ง: การขจัดการบวกกำไรซ้ำซ้อน vs การกีดกันทางการแข่งขัน

การควบรวมแนวตั้ง: การขจัดการบวกกำไรซ้ำซ้อน vs การกีดกันทางการแข่งขัน

12 มิ.ย. 69 | 04:56 น.
อัปเดตล่าสุด :12 มิ.ย. 69 | 06:30 น.

การควบรวมแนวตั้ง: การขจัดการบวกกำไรซ้ำซ้อน vs การกีดกันทางการแข่งขัน : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... รศ.ดร.จันทร์ทิพย์ บุญประกายแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 2509

KEY

POINTS

  • การควบรวมแนวตั้งมีข้อดีคือ ช่วยขจัดการบวกกำไรซ้ำซ้อน (EDM) ซึ่งเกิดจากการที่บริษัทในห่วงโซ่อุปทานเดียวกันรวมตัวกัน ทำให้ต้นทุนและราคาสินค้าสุดท้ายลดลงเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค
  • อย่างไรก็ตาม การควบรวมแนวตั้งก็มีความเสี่ยงในการกีดกันทางการแข่งขัน (Foreclosure) โดยบริษัทที่ควบรวมอาจใช้อำนาจเพื่อกีดกันคู่แข่ง เช่น การจำกัดการเข้าถึงปัจจัยการผลิตหรือเทคโนโลยีที่สำคัญ
  • ปัจจุบัน หน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐฯ และยุโรปได้เปลี่ยนมุมมอง โดยให้ความสำคัญกับความเสี่ยงเรื่องการกีดกันทางการแข่งขัน มากกว่าประโยชน์จากการขจัดการบวกกำไรซ้ำซ้อน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยี

โดยทั่วไปนั้น การควบรวมแนวนอน (horizontal mergers) ซึ่งคือการควบรวมระหว่างบริษัทที่เป็นคู่แข่งกัน หรือ อยู่ในตลาดเดียวกันมักจะส่งผลเสียต่อประโยชน์โดยรวมของสังคม เนื่องจากการควบรวมทำให้จำนวนบริษัทน้อยลง ซึ่งโดยปกติแล้วจะทำให้ระดับการแข่งขันระหว่างบริษัทลดลง และส่งผลให้ราคาสินค้าสูงขึ้น 

อย่างไรก็ตาม การควบรวมแนวตั้ง (vertical mergers) ซึ่งคือการควบรวมระหว่างบริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน เช่น การควบรวมระหว่างผู้ผลิตรถยนต์ กับ ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ มักจะถูกมองว่า มีโอกาสที่จะเพิ่มประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม และมักจะไม่ถูกกีดกันจากองค์กรที่มีอำนาจในการกำกับดูแลการควบรวมในระดับเดียวกับการควบรวมแนวนอน 

การควบรวมแนวตั้งสามารถทำให้เกิดประโยชน์ได้หลายประการเช่น การประหยัดต่อขอบเขต (economies of scope) ซึ่งอาจมาจากการขจัดความซ้ำซ้อนของปัจจัยบางชนิด เช่น สำนักงานใหญ่ แผนกบัญชี ระบบไอที หรือ การใช้เครือข่ายบางอย่างร่วมกัน เช่น การจัดจำหน่ายและการขนส่ง 

นอกจากนั้น การควบรวมแนวตั้งยังอาจช่วยขจัดต้นทุนในการทำสัญญา การปรับการลงทุนและการวิจัยให้สอดคล้องกัน และการถ่ายทอดความรู้ (knowledge transfer) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การขจัดการบวกกำไรซ้ำซ้อน (elimination of double marginalization: EDM) น่าจะได้รับความสนใจมากที่สุด ทั้งในเชิงวิชาการ และการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า 

ในทางทฤษฎีนั้น การควบรวมระหว่างผู้ผูกขาดในตลาดต้นน้ำ (upstream monopoly) กับ ผู้ผูกขาดในตลาดปลายน้ำ (downstream monopoly) ทำให้ต้นทุนของบริษัทปลายน้ำต่ำลง ซึ่งทำให้ราคาสินค้าสุดท้าย (final good) ต่ำลงด้วย โดยปริมาณการผลิตจะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเพิ่มประโยชน์ให้แก่ผู้บริโภคและสังคมโดยรวม (วัดจากส่วนเกินผู้บริโภคและส่วนเกินทั้งหมด) 

ผลดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันในนามของ การขจัดการบวกกำไรซ้ำซ้อน ทั้งนี้ เพราะก่อนการควบรวมกัน บริษัททั้งต้นน้ำและปลายน้ำต่างก็บวกกำไรของตัวเอง (ตั้งราคาเหนือต้นทุน) ซึ่งทำให้ต้นทุนของบริษัทปลายน้ำสูงกว่ากรณีที่ควบรวมกัน นอกจากนั้น การควบรวมกันยังทำให้กำไรโดยรวมเพิ่มขึ้นอีกด้วย  

อย่างไรก็ตาม มีข้อถกเถียงว่า ในตลาดที่บริษัทสามารถตกลงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจไม่มีการบวกกำไรซ้ำซ้อนอยู่ ดังนั้น จึงไม่มีประโยชน์ของการขจัดการบวกกำไรซ้ำซ้อน ที่จะเกิดขึ้นจากการควบรวม เช่น ผู้ผูกขาดในตลาดต้นน้ำและผู้ผูกขาดในตลาดปลายน้ำสามารถทำสัญญาเพื่อเพิ่มกำไรของทั้งคู่ โดยการผลิตที่ปริมาณและราคาเหมือนกับในกรณีที่มีการควบรวมได้ 

นอกจากนั้น หากบริษัทไม่ใช่ผู้ผูกขาด ประโยชน์จากการขจัดการบวกกำไรซ้ำซ้อนจะต่ำลง เช่น หากอุตสาหกรรมต้นน้ำมีระดับการแข่งขันสูง ซึ่งหมายความว่า ราคาของสินค้าต้นน้ำค่อนข้างต่ำและไม่ได้สูงกว่าต้นทุนส่วนเพิ่ม (marginal cost) มากนัก ทำให้การควบรวมไม่ได้ลดต้นทุนสำหรับบริษัทปลายน้ำมากนัก หรือในกรณีที่อุตสาหกรรมปลายน้ำมีระดับการแข่งขันสูง ราคาสินค้าปลายน้ำก็จะค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว จึงทำให้ประโยชน์ที่ได้จากการขจัดการบวกกำไรซ้ำซ้อนไม่มากนักเช่นกัน  

ทั้งนี้ ในทางปฎิบัติ การขจัดการบวกกำไรซ้ำซ้อนถูกใช้เป็นเหตุผลหลักอันหนึ่งที่เอื้อต่อการอนุญาตให้มีการควบรวมแนวตั้ง เจ้าหน้าที่ระดับสูงของคณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหพันธรัฐสหรัฐฯ (Federal Trade Commission: FTC) คนหนึ่งเคยกล่าวว่า ความเป็นไปได้ในการขจัดการบวกกำไรซ้ำซ้อนเป็นเหตุผลด้านประสิทธิภาพที่ “มีอยู่โดยเนื้อแท้” (intrinsic) ของการควบรวมกิจการในแนวตั้ง 

มุมมองดังกล่าวสะท้อนอยู่ในการตัดสินใจอนุญาตให้ควบรวมแนวตั้งในหลายกรณี เช่น การควบรวมกิจการของ United Health ซึ่งเป็นบริษัทประกันด้านสุขภาพ กับ DaVita ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านสุขภาพ ในปี 2019 และการควบรวมกิจการของ AT&T ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม สัญญาณอินเทอร์เน็ต และโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม กับ Time Warner ซึ่งเป็นผู้ผลิตเนื้อหา และเป็นเจ้าของ HBO, CNN และ Warner Bros. ในปี 2018 

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการพิจารณาการรวบรวมของทั้งสหรัฐฯ และ ยุโรป เริ่มลดความสำคัญของการขจัดการบวกกำไรซ้ำซ้อนลง โดยให้ความสำคัญกับความเป็นไปได้ของการกีดกันทางการแข่งขัน (Foreclosure) มากขึ้น 

ดังจะเห็นได้จากกรณีการควบรวมระหว่าง Illumina และ Grail ซึ่งมีการคัดค้านไม่ให้เกิดการควบรวมของทั้งทางฝั่งยุโรปและสหรัฐ

Illumina นั้น เป็นเจ้าของเทคโนโลยีการหาลำดับพันธุกรรมรุ่นใหม่ และ Grail เป็นผู้พัฒนาการทดสอบมะเร็งระยะแรก ทำให้มีความกังวลเกี่ยวกับการเข้าถึงเทคโนโลยีของบริษัทอื่นๆ ที่ต้องการพัฒนาการทดสอบมะเร็งระยะแรกในอนาคต โดย Illumina ได้ขาย Grail ออกไปในปี 2023 หลังจากที่ได้ควบรวมกันไปก่อนหน้านี้ 

ทั้งนี้ หน่วยงานกำกับดูแลให้ความสำคัญหลัก กับประเด็นการกีดกันผู้พัฒนาชุดตรวจมะเร็งรายอื่น ไม่ให้เข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ และความเป็นไปได้ของการลดลงของการแข่งขันด้านนวัตกรรม 

การกีดกันทางการแข่งขัน (foreclosure) อาจเป็นการกีดกันในตลาดต้นน้ำ เช่น การเพิ่มต้นทุนของคู่แข่ง การปฏิเสธการเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่สำคัญ หรือ การให้บริการหรือขายปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพต่ำเพื่อทำให้คู่แข่งเสียเปรียบ เป็นต้น 

หรืออาจเป็นการกีดกันในตลาดปลายน้ำ เช่น เมื่อบริษัทที่ควบรวมกันเป็นผู้จัดจำหน่ายหลัก ก็อาจยกเลิกหรือจำกัดการซื้อสินค้าจากผู้ผลิตอื่นๆ ในกรณีที่เป็นการควบรวมระหว่างสินค้าที่ใช้ร่วมกัน (complementary products) ก็อาจมีการขายพ่วงผลิตภัณฑ์ของตน ซึ่งทำให้ลูกค้าต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงขึ้น หรือไม่สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งร่วมกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้อีกต่อไป 

นอกจากนั้น ยังมีความกังวลว่า การควบรวมแนวตั้งจะส่งผลให้การแข่งขันด้านนวัตกรรมลดลงได้ โดยเฉพาะในกรณีที่บริษัทขนาดใหญ่ควบรวมบริษัทวิจัยขนาดเล็กๆ  

ทั้งนี้ ประเด็นการกีดกันทางการแข่งขัน ถูกให้ความสำคัญเป็นพิเศษในอุตสาหกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัล (digital platforms) ระบบนิเวศข้อมูล (data ecosystems) หรือ อุตสาหกรรมที่มีระดับการวิจัยและพัฒนาทางเทคโนโลยีสูง เช่น การพยายามบล็อก Microsoft ไม่ให้สามารถควบรวม Activision Blizzard 

โดยมีข้อกังวลที่สำคัญที่สุดคือ Microsoft อาจทำให้เกมอย่าง Call of Duty เป็นเกมเฉพาะสำหรับ Xbox หรือทำให้คู่แข่ง เช่น PlayStation ของ Sony เข้าถึงเกมได้ยากขึ้น และยังกังวลว่าการควบรวมดังกล่าวจะเพิ่มอำนาจตลาดให้ Microsoft ในตลาด cloud gaming ที่กำลังเติบโต และอาจกีดกันคู่แข่งออกจากตลาดได้

คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... รศ.ดร.จันทร์ทิพย์ บุญประกายแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 2509