
จิตเคลมบุ้ค บำรุง สุขเซฟฮาร์ท ฉากที่ 18
จิตเคลมบุ้ค บำรุง สุขเซฟฮาร์ท ฉากที่ 18 : คอลัมน์เปิดมุกปลุกหมอง โดย...ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
KEY
POINTS
- รวบรวมเรื่องเล่าจากประสบการณ์ส่วนตัวในอดีต ทั้งเรื่องราวในวัยเด็กและเกร็ดขำขันกับบุคคลที่คุ้นเคย เพื่อเป็นข้อคิดสะท้อนชีวิต
- นำเสนอนิทานธรรมะจากท่าน ติช นัท ฮันห์ ที่สอนว่าการปฏิบัติธรรมที่แท้จริง ต้องเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายใน ไม่ใช่แค่การทำตามพิธีกรรมภายนอก
- ยกตัวอย่างไหวพริบในการตอบคำถามของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และเรื่องเล่าตลกขบขันอื่นๆ เพื่อสร้างความสุขและบำรุงจิตใจผู้อ่าน
สายตาของครูในยุคโบราณ ครูบาอาจารย์ท่านมองว่า ผมเป็นเด็กแก่แดด เพราะว่า จิตใจผมก็ไม่ได้เรียนรู้เฉพาะตำราในห้องเรียนชั้น ป.1 ผมโดนรุ่นพี่คาดคั้นให้ลองสูบบุหรี่ ซุ้มที่ผมปีนขึ้นไปดูด คือ โรงหนังตะลุง มันเป็นประสบการณ์ที่ต้องงัดเอามาเล่าตรงที่มีแต่แอ็คชั่น แต่ไม่มีประกันชีวิตติดตัว
ฝืนใจสูบตามเสียงยั่วยุมันก็ไม่เท่าไหร ตอนขึ้นไปผมมีรุ่นพี่ดันก้น ตอนขาลงตาขวามันเต้นเวียนวนเป็นรางสังหรณ์ จึงพักใจขอให้ทุกคนลงไปก่อน โชคดีที่ไม่มีหมาหอนจึงตัดสินใจกระโดดลงมา ระดับการห้อยโหนแบบเอาเหวยเอาวาโดดลงมา จะอิดออด ชักช้าไม่ลงก็ไม่ได้ ประเดี๋ยวจะเข้าห้องเรียนไม่ทัน ก็เลยจำใจกระโดลงมา กว่าจะรู้ว่าง่าวจั๊ดผมก็ลงมานอนจุกอก
หายใจไม่ออก ชายหนุ่นอยู่บ้านติดกับวัดเขาวิ่งมาจับจั๊กกะแร้ทั้งสองข้างแล้วช่วยผายปอดอยู่สักครู่หนึ่ง ถึงจะเดินได้ แต่ยังหายใจลำบาก ผมเคยพูดแบบทีเล่นทีจริงกับรุ่นพี่ว่า เราน่าจะเอาเรื่องนี้ไปฟ้องหนังจีนซะหน่อย ว่าเราจุกควรจะให้ตังค์ปลอบใจ เพราะเขาเป็นฝ่ายล่อเป้าให้เราสนุกสนานตามกระแส พระเอกหนังจีนเราจึงตกเป็นเหยื่อ รุ่นพี่เขาบอกว่า ถ้ากูเป็นผู้กำกับกูจัดเงินทำขวัญให้ มีข้อแม้นิดเดียว ก่อนจะให้ค่าทำขวัญมึงต้องแอ็คชั้นโดดให้สมจริง กระโดดลงมาแบบไม่มีสลิง ดังเลยแหละมึง…(ฮา)
กรณีนี้สอนให้รู้ว่า เรารู้เรื่องหนังจีนเยอะ แต่เราไม่รู้เรื่องหนังสือแยะกว่า ตราบใดที่เรามีความคิดน้อยกว่า AI ก็อย่าเพิ่งเฉไฉว่า บัดนี้เราเป็นนักปราชญ์ เพราะว่า ตำรามีถ้อยคำแต่เราไม่เอามาใช้ อักษรมากมายแต่เราไม่ได้เอามาเรียนรู้ พอสอบตกก็ตบครูโทษฐานที่ไม่เพิ่มคะแนน นักเขียนสมัครเล่นทั้งหลาย จึงควรที่จะเอาจริงทั้ง สตางค์ กับ สติ อย่างน้อยที่สุด ครูพักลักจำกับตัวอย่าง และ ฝึกหมองให้มันโฉ่งฉ่างกับอักษร
ผม กับ ดร.จตุพล ชมภูนิช คุ้นเคยกันมานานปี ผมเคยแลกเปลี่ยนกันได้ว่า “ขอยืมมุกนี้ ขอฟรีมุกนั้น”
มีอยู่มุกหนึ่ง ผมก็เคยเจอ ดร.จตุพล ชมภูนิช ก็เคยจี๊ด อ.เชน คือ จตุพล ผมเคยว่าจ้างให้สอนผมฝึกพูดคุยภาษาอังกฤษ อ.เชน เขากำชับผมว่า เรื่องนี้อย่าบอกใคร เพราะว่า ถ้าผมพูดผิด แปลว่า ดร.จตุพล ชมภูนิช เขาสอนไม่เก่ง…(ฮา)
อันที่จริง อ.เชน เขาสอนเก่ง แต่ผมน่ะลืมคำศัพท์ไปเยอะ กว่าจะฟื้นฟูได้ ผมไม่อายนะ เนื่องจากผมมีเพื่อนที่ฟื้นฟูกันใหม่ มันเป็นความประมาทที่ไม่อาจจะปฏิเสธ เพราะว่าในวัยเรียนเรามัวแต่ปาร์ตี้มานี่ไปโน่นกันบ่อยครั้ง ดีหน่อยตรงที่ผมงดการสูดบุหรี่มาตั้งแต่วันแรกและวันสุดท้ายที่เล่าฝากเอาไว้
วกกลับมาเล่าให้จบว่า มีอยู่คราวหนึ่ อ.เชน รำคาญนักขับที่ รถปิ๊คอัพขับรถเลนขวาวิ่งชักช้าแบบตามใจฉัน อ.เชน ขับรถตีคู่ทางซ้ายแล้วก็ตะโกนบอกว่า “เฮ้ย! ขับช้าๆ แบบนี้วิ่งเลนซ้ายสิคุณ…” นายหัวปิ๊คอัพเขาก็ตะโกนด่าตอบกลับมาอย่างไม่แยแสว่า “เขาขับแบบนี้กันทั้งนั้นแหละไอ้ควาย”…(ฮา)
สมัยนี้เป็นวาระการลอกเลียนแบบกันเป็นว่าเล่น มันก็เป็นคน “อุปนิข้น” สำหรับผม-vแค่ “อุบหน่อยนิ”
มุกที่จะเล่าช่วงนี้ผมไม่ได้ลอกเลียน ผมลอกมาล้วนๆ สารภาพเรียบร้อยว่าเป็นผลงานของ ท่าน ติช นัท ฮันห์ อ่านแล้วอย่าคิดอะไรมากเพราะคนต่างประเทศเขาพูดกันอย่างนี้
ท่าน ติช นัท ฮันห์ เล่าฝากไว้ว่า มีเรื่องหนึ่งที่ฉันอยากเล่าให้ฟังเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ฝึกการสวดภาวนาพระนามของ พระพุทธเจ้าอมิตาภะ เธอเป็นคนเข้มแข็งมาก ฝึกสวดภาวนาวันละสามครั้ง ใช้กลองไม้และระฆัง สวด “นะโม อมิตาภะพุทธเจ้า” ครั้งละหนึ่งชั่วโมง เมื่อครบหนึ่งพันครั้ง เธอจะตีระฆัง ในภาษาเวียดนาม เราไม่พูดว่า “ตี” หรือ “กระทืบ” ระฆัง เธอจะทำเช่นนี้มาสิบปีแล้ว แต่บุคลิกของเธอก็ไม่เปลี่ยนแปลง เธอยังคงใจร้ายและตะโกนใส่คนอื่นอยู่ตลอดเวลา
เพื่อนคนหนึ่งต้องการสั่งสอนเธอ ดังนั้น บ่ายวันหนึ่ง ขณะที่เธอกำลังจุดธูป เชิญระฆังให้ดังสามครั้ง เธอเริ่มสวดมนต์ “นะโม อมิตาภะพุทธเจ้า” เพื่อนคนนั้นก็มาที่ประตูบ้านเธอแล้วพูดว่า “นะโม อมิตาภะพุทธเจ้า” คุณนายเหงียน! คุณนายเหงียน! “นะโม อมิตาภะพุทธเจ้า” เธอรู้สึกรำคาญมาก เพราะนี่เป็นเวลาที่ปฏิบัติธรรมของเธอ เขากลับยืนอยู่ที่ประตูหน้าบ้านแล้วตะโกนเรียกชื่อเธอ เธอบอกตัวเองว่า “ฉันต้องต่อสู้กับความโกรธของฉัน ดังนั้น ฉันจะเพิกเฉย” เธอยังคงสวดมนต์ “นะโม อมิตาภะพุทธเจ้า”
ชายผู้นั้นยังคงตะโกนเรียกชื่อเธอ ความโกรธของเธอจึงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เธอพยายามต่อต้านมันพลางคิดว่า “ฉันควรหยุดสวดมนต์แล้วไปต่อว่าเขาดีไหม?” นึกแล้วก็ยังคงสวดมนต์ต่อไป เธอต่อสู้ดิ้นรนอย่างหนัก ความโกรธพลุ่งพล่านอยู่ในตัวเธอ แต่เธอก็ยังคงจะพยายามสวดมนต์ “นะโม อมิตาภะพุทธเจ้า” ชายผู้นั้นรู้อยู่แก่ใจและเขาก็ยังคงตะโกนว่า “สวดมนต์ “นะโม อมิตาภะพุทธเจ้า” เพื่อนคนนั้นก็มาที่ประตูบ้านเธอแล้วพูดว่า คุณนายเหงียน! คุณนายเหงียน! นะจ๊ะ นะจ๊ะ (ฮา)
เธอทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว เธอจึงโยน “”กระดิ่ง และ กลอง ทิ้งไป นางปิดประตูเสียงดัง เดินออกไปที่ประตูรั้วแล้วพูดว่า “ทำไม ทำไมคุณถึงทำแบบนั้น ทำไมคุณถึงเรียกชื่อฉันเป็นร้อยๆ ครั้งแบบนั้น?” ชายผู้นั้นยิ้มให้เธอแล้วพูดว่า “ผมเรียกชื่อคุณแค่สิบนาที คุณก็โกรธขนาดนี้แล้ว คุณเรียกชื่อพระพุทธเจ้ามาสิบปี ลองคิดดูสิว่าพระพุทธเจ้าจะโกรธแค่ไหน!” (ฮา)
ผมขอย้อนรอย “คนเก่งคำ!” หนึ่งในสังคมโลก คือ อาจารย์ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านนี้เก่งเขียนมีความเสถียรในภาษา นักข่าวเคยสัมภาษณ์แก้เซ็งว่า “เอ๊! ท่าน อาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ครับ เส้นผมของท่าน สีขาว เต็มทั้งหัวเลย แต่ทำไม หนวด ยังดำอยู่เลย มันดูผิดปกติธรรมชาติไปหน่อยนะครับท่าน!”
ท่าน อาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช แปลงกายเป็นรามสูรคว้าเอาขวานมาจามแก้เกมว่า “แหม...คุณน่าจะเข้าใจนะ คนเราตอนเป็นทารกก็เริ่มมีผมงอกบ้างแล้ว เขาเรียกกันว่า ผมไฟ ส่วนหนวดมันงอกตามทีหลังตั้งสิบกว่าปี ผมงอกก่อน มันก็ต้องขาวก่อน หนวดงอกช้า มันก็เลยขาวช้า มันผิดปกติตรงไหนล่ะ!” (ฮา)







