
TOA เน้นคืนกำไรสู่สังคม Honour is the reward of virtue
“ประจักษ์ ตั้งคารวคุณ” ประธานกรรมการ ได้เผยอย่างตรงไปตรงมาให้ผู้เขียนฟังว่า “ผมก็เป็นคนเคยลำบากยากจนมาก่อน การที่จะมาเป็นเจ้าของบริษัทสีขนาดใหญ่ และมีมาร์เก็ตแคป หลายหมื่นล้านบาท ผลประกอบการเติบโตมาตลอด กระทั่งสามารถ นำเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมนี้ ตามแผนขยายเป็นบริษัทมหาชนให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งตามเป้าหมายนั้น ผมต้องใช้เวลาต่อสู้บุกบั่นด้วยความอุตสาหะถึง 53 ปี ฉะนั้นในอันดับแรก ผมต้องขอฝากขอบคุณถึงผู้มีอุปการคุณที่ให้การสนับสนุนผมด้วยดีมาตลอด ประการต่อมา ขอเรียนให้ทราบว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมสามารถนำพาบริษัทประสบความสำเร็จได้นั้น ก็คือการยึดหลัก “จรรยาบรรณ” ในการบริหารอย่างมั่นคง โดยสำนึกอยู่เสมอว่า จักต้องทำธุรกิจอย่างมีคุณธรรม ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า-กตัญญูต่อแผ่นดิน และสิ่งที่ต้องยอมรับอีกอย่าง ก็คือผมได้ “ศรีภริยา” ที่ดี นั่นเอง”
[caption id="attachment_237471" align="aligncenter" width="385"]
“ในปี 2522 นวัตกรรมสีนํ้าอะคริลิกคุณภาพสูง (Pure Acrylic Technology) จากอเมริกา มาใช้แทนสีนํ้าพลาสติก (PVAC latex) ภายใต้ตราสินค้าชื่อ “SuperShield” ซึ่งเป็นเกรดคุณภาพสูงสุดและดีที่สุดในตลาดที่กล้ารับประกันการใช้งานยาวนานถึง 15 ปี และหลังจากนั้นทางเราก็ได้คิดค้นพัฒนานวัตกรรมสีล้างภายใน “Super Shield Duraclean” นวัตกรรมสีขจัดคราบสกปรก “TOA shield-1 Nano” ทนทาน 10 ปี และสีทนทุกฤดู “4 Seasons” ทนทาน 5-7 ปี เป็นต้น”
เมื่อติดตามแนวทางเติบโตของตลาดสีในประเทศไทย จะเห็นได้ว่า นับตั้งแต่ปี 2530 เป็น ต้นมา ทีโอเอได้ขยายฐานการผลิต และทำตลาดแห่งแรกในประเทศเวียดนาม กระทั่งปัจจุบันบริษัทมีสำนักงานถึง 10 แห่งและโรงงานการผลิตสีจำนวน 8 แห่ง ครอบ คลุมทั้งหมด 7 ประเทศ โดยแบ่งเป็นโรงงานผลิตในประเทศไทย 3 แห่ง โรงงานผลิต 5 แห่งในประเทศเวียดนาม, สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, มาเลเซีย, เมียนมา และกัมพูชา
นอกจากนี้ ยังมีแผนการลงทุนอย่างต่อเนื่องตามโครงการการก่อสร้างและขยายโรงงาน การผลิตในประเทศอินโดนีเซีย เมียนมา และกัมพูชาในอนาคตอีกด้วย ซึ่งหากโรงงานทั้ง 3 แห่งดังกล่าวสร้างแล้วเสร็จ คาดว่าจะสามารถเพิ่มกำลังผลิตขึ้นอีกไม่ตํ่ากว่า 14.5 ล้านแกลลอน ส่งผลให้บริษัทมียอดการผลิตถึง 102.5 ล้านแกลลอนต่อปี หรือ 16.5% ในที่สุด
ประจักษ์ได้เผยความในใจอย่างเปิดอกด้วยว่า “ผมได้ตั้ง “ปณิธาน” ไว้ตั้งแต่ตอนหนุ่มว่า เมื่อมีโอกาสรํ่ารวยหรือทำธุรกิจเติบใหญ่เมื่อใดแล้ว สิ่งที่จะต้องจดจำก็คือ การบริหารนำพาบริษัทให้เป็นตัวอย่างที่ดี ด้วยการยึด ถือ “จรรยาบรรณ” เป็นหลักสำคัญ โดยมิใช่จะมุ่งหวังผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น จะต้องทำสาธารณกุศล เพื่อตอบแทนประโยชน์คืนสู่ สังคม และตอบแทนคุณแผ่นดิน ในขณะเดียวกันด้วย”
จาก “หลักคิด” อันน่าชื่นชมนี่เอง จึงเกิด “มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณ” ขึ้นเป็นรูปธรรมในสังคมไทย มุ่งช่วยเหลือสังคมเป็นประการสำคัญ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ตามเจตนารมณ์ มุ่งหวังเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน
น่ายินดีที่ได้ทราบมาว่า บริษัท TOA และมูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียวฯ ภายใต้การนำของท่านประธานประจักษ์ กำลังริเริ่มวางโครงการ “พัฒนาวิชาชีพ” ร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนที่ยังไม่มีอาชีพ เข้าโครงการเรียนหลักสูตรเพิ่ม “ทักษะ” วิชาช่างรับเหมาทาสีฟรี โดยไม่คิดค่าเล่าเรียน หากผู้ใดสนใจอยากเป็นเถ้าแก่น้อยช่างทาสี ติดตามข่าวดีได้ทางสื่อ ในอนาคตอันใกล้นี้
โครงการส่งเสริมให้เกิดการผลิตช่างฝีมือ คาดกันว่า หลักสูตรการสอนจะกำหนดเรียนเป็นรุ่นๆ รุ่นละประมาณ 50-60 คน ด้วยการเน้นให้เกิดความรู้ความชำนาญในเรื่องการซ่อมประปา-ไฟฟ้า และการทาสีที่ถูกวิธีตามหลักวิชาการ สามารถนำเอาความรู้ที่เรียนไปรับงานเป็นผู้รับเหมาทาสี อย่างมืออาชีพ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
คุณสมบัติของผู้สมัครเรียนกำหนดกันไว้คร่าวๆ ที่อายุระหว่าง 18-55 ปี จบการศึกษา ป.4 ขึ้นไป ใช้เวลาเรียนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติประมาณ 3 เดือน ในหลักสูตรนอกจากเน้นเรื่องทักษะในการทาสี การซ่อมแซมบ้านแล้ว ยังเน้นในเรื่องของ “ความซื่อสัตย์” เป็นประการสำคัญ เมื่อจบแล้ว ทางกรมหรือทางมูลนิธิจะออกใบประกาศนียบัตรรับรองมาตรฐานให้ เพื่อเป็นการยืนยันแก่ลูกค้าได้ว่า ช่างคนนี้มีความรู้ความสามารถจริง-ไว้ใจได้
การที่ TOA บริษัทสียักษ์ใหญ่ ซึ่งเป็นบริษัทคนไทย ที่สร้างสรรค์นวัตกรรมสีคุณภาพ จนโด่งดังในระยะเวลา 5 ทศวรรษ การจัดทำโครงการอันเป็นประโยชน์ดังกล่าว นอกจากมีผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศแล้ว ยังสอดรับกับแนวนโยบายของประจักษ์ ที่มีความคิดมุ่งมั่นสร้างสรรค์ประโยชน์ตอบแทนคืนสู่สังคม และเมื่อบรรลุเป้าหมาย ย่อมทำให้เกิดคุณค่า “คุณธรรม” และ “จริยธรรม” ในทางนามธรรม และผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศชาติ
ดังนั้น จึงนับเป็นสิ่งที่ควรแก่การสนับสนุน เพื่อให้เป็นตัวอย่างอันดีในด้านการใช้หลักบริหารด้วย “จรรยาบรรณ” แก่บริษัทอื่นๆ อันเป็นเรื่องพึงเชิดชู ยกย่องอย่างยิ่ง
ตาม “Latin Proverb” ที่กล่าวว่า...“Honour is the reward of virtue”...มิใช่หรือ?
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,319 วันที่ 3 - 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560






