จาก Make in India สู่ Buy in India อีกก้าวการส่งเสริมอุตสาหกรรมในแดนภารตะ
By
10 ก.ค. 60 | 23:56 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ก.ค. 60 | 06:56 น.
หลายท่านคงคุ้นหูกับนโยบาย Make in India ที่มุ่งส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ หรือ FDI ของรัฐบาลอินเดียมาบ้างแล้ว อย่างไรก็ดี ความพยายามในการสนับสนุนการผลิตภายในประเทศ เพื่อให้อินเดียเป็นศูนย์กลางการผลิตของโลกไม่หยุดเพียงเท่านี้ เพราะล่าสุด นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีหัวก้าวหน้าแห่งอินเดีย ได้ประกาศนโยบายใหม่ชื่อว่า “Buy in India” เพื่อเป็นเครื่องมือใหม่ที่จะช่วยเสริมแคมเปญ Make in India ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
กล่าวได้ว่า นโยบาย Buy India ถูกนำมาใช้ในจังหวะที่เหมาะสม เนื่องจากแผนงบประมาณประจำปี 2560 – 2561 หรือ Budget 2017 ของอินเดียได้จัดสรรงบประมาณจำนวนมากเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงเส้นทางรถไฟ ซึ่งเป็นระบบขนส่งสาธารณะที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในหมู่คนอินเดีย การสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน ถนน และสนามบินในเมืองขนาดเล็ก สินค้า Make in India จึงมีแนวโน้มที่จะได้รับส่วนแบ่งก้อนโตจากการจัดซื้อของรัฐบาลในหลายโครงการ
ไม่เพียงแต่อินเดียที่หยิบกลยุทธ์นี้มาใช้ ก่อนหน้านี้มหาอำนาจด้านการค้าอย่าง จีน และ สหรัฐฯ ได้ประกาศนโยบาย Buy China และ Buy American เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ ปกป้องตลาด ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และช่วงชิงความได้เปรียบด้านการค้าและการลงทุนมาแล้วทั้งสิ้น
การขยับดังกล่าวของรัฐบาลอินเดียเป็นการส่งสัญญาณ และกดดันบริษัทต่างชาติทางอ้อมให้เข้ามาลงทุนในอินเดียมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ นโยบาย Make in India ให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ มีบริษัทข้ามชาติตบเท้าไปขยายตลาดในอินเดียอย่างคับคั่ง สอดคล้องกับรายงาน World Investment Report 2017 จัดทำโดย UNCTAD ว่า อัตรา FDI ในอินเดียเพิ่มขึ้น 1% ในปี 2559 เมื่อเทียบกับปี 2558 ส่งผลให้อินเดียติดอันดับที่ 9 ประเทศที่มี FDI สูงที่สุด
นอกจากนี้ คาดว่าเมื่อรัฐบาลประกาศใช้ GST Bill (Good and Service Tax) อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะปรับโฉมการจัดเก็บภาษี จากเก็บภาษีแยกย่อยในแต่ละรัฐ เป็นการเก็บภาษีระบบเดียวทั้งประเทศ จะอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน และดันให้อินเดียเป็นประเทศเนื้อหอมในสายตานักลงทุนต่างชาติขึ้นไปอีก