thansettakij
thansettakij
รักการอ่าน ต้องฝังลงใน DNA

รักการอ่าน ต้องฝังลงใน DNA

20 พ.ค. 60 | 00:00 น.
อัปเดตล่าสุด :20 พ.ค. 60 | 06:25 น.
“คนไทยอ่านมากขึ้นเป็น 66 นาที/วัน” เป็นผลสำรวจการอ่านของประชากรไทย พ.ศ.2558 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ และสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ ไม่ใช่อ่านกันวันละไม่กี่บรรทัดตามที่พูดแซวกันเล่นๆ (ผลการวิจัยนี้จะทำทุก 2 ปี ต้องติดตามของปีนี้ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง) ตัวเลขดังกล่าวอาจทำให้ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องออกมาชื่นใจ แต่จริงๆ แล้วอ่านจริงหรือ และอ่านอะไร

ความหมายของการอ่านในการวิจัยครั้งนี้ รวมถึงการอ่านข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ เอสเอ็มเอส อีเมล์ด้วย เริ่มเห็นภาพหรือยังครับ กลุ่มตัวอย่าง 55,920 ครัวเรือน อ่านหนังสือพิมพ์มากที่สุด 67.3% รองลงมาคือสื่อสังคมออนไลน์ เอสเอ็มเอส อีเมล์ 51.6% ก็ Facebook, Twitter และสื่อออนไลน์ต่างๆ นั่นแหละ

ผมเป็นอาจารย์สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยมาสิบกว่าปี ขออนุญาตนำเสนอจากประสบการณ์น้อยๆ ของผม ผมตรวจข้อสอบทุกเทอม คิดเป็นต่อปีก็มากกว่า 1,000 ชุด ข้อสอบที่ผมออกมักจะเป็นแบบอัตนัย เพราะไม่เชื่อเรื่องการเดาด้วยกากบาท ทำให้ผมได้พบกับภาษาของวัยรุ่น ถ้าดูจากการเขียนข้อสอบ ผมขอใช้คำว่าวิบัติมาก ไม่เพียงแต่คำศัพท์ต่างๆ ที่สะกดผิด แต่ยังรวมไปถึงสำนวนภาษาที่ใช้เหมือนกับคนอ่านหนังสือน้อย

สัปดาห์ที่แล้วมีนิตยสารสุขภาพชื่อดังวางแผงเป็นเล่มสุดท้าย ผมค่อนข้างแปลกใจมาก ถึงกับต้องไปร้านขายหนังสือต่างประเทศเพื่อไปดูว่านิตยสารฉบับนี้ของต่างประเทศ “เจ๊ง” ด้วยหรือเปล่า ปรากฎว่าของทุกประเทศยังคงอยู่ดีมีสุขบนชั้นหนังสือ ยกเว้นของประเทศไทย มีน้องณเดชน์ยิ้มหล่อโชว์ซิกแพคอยู่บนปกเล่มสุดท้าย ผมซื้อมาก็เปิดอ่านบทบรรณาธิการก่อนเลย สรุปใจความได้ว่าสปอนเซอร์เข้าไม่เพียงพอที่จะทำนิตยสารต่อไป ข้อความบางส่วนจากที่อ่านคือ ประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศแห่งเทคโนโลยี แต่การอ่านยังคงเฟื่องฟู นิตยสารยังอยู่ได้ดี ประเทศสิงคโปร์ที่เป็นเกาะเล็กๆ แต่สินค้าลงโฆษณาในนิตยสารเยอะ และประชาชนรักการอ่านมากๆ ผมอ่านไปก็รู้สึกเจ็บจี๊ดๆ ทำให้ต้องมาค้นข้อมูลเพิ่มเติมว่าปีที่ผ่านมามีใครล้มหายตายจากแผงหนังสือกันบ้าง Candy, Volume, Cosmopolitan, Image, Seventeen และพลอยแกมเพชร รวมถึงตำนานอย่างสกุลไทย

[caption id="attachment_150403" align="aligncenter" width="503"] รักการอ่าน ต้องฝังลงใน DNA รักการอ่าน ต้องฝังลงใน DNA[/caption]

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ Platform ที่ใช้อ่าน แต่สิ่งพิมพ์แบบดั้งเดิมสำคัญจริงๆ ครับ ทุกประเทศทั่วโลกมีการอ่านบนโลกดิจิตอลเพิ่มสูงขึ้น ในอเมริกาอ่านบนดิจิตอลเพิ่มขึ้นกว่า 10% และในอังกฤษอ่านบนดิจิตอลสูงถึง 97% ประเทศไทยเองก็อ่านบนดิจิตอลมากกว่า 50% ผมเองต้องเขียนสรุปข่าวให้กับช่องข่าวทุกเช้าทำให้ต้องอ่านข่าวมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา พบว่าข่าวบนออนไลน์ไม่เท่ากับข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ ดังนั้นการอ่านแบบหลาย Platform น่าจะเป็นคำตอบที่สุด ผลสำรวจล่าสุดโดยสถาบันวิจัยสื่อและสิ่งพิมพ์จีน ระบุว่าชาวจีนอ่านหนังสือมากถึง 79.9% คิดเป็นหนังสือ 7.86 เล่มต่อปี สูงขึ้นจากเดิม สื่อยอดนิยมของชาวจีนได้แก่หนังสือกระดาษมากกว่าแบบดิจิตอล

Startup ทั้งหลายควรสนับสนุนด้านการอ่านแบบปลูกฝังใน DNA ไม่ใช่แค่เปลี่ยนรูปแบบการอ่านหรือ Platform เท่านั้น ลองนำระบบ CRM มาร่วมกับการอ่านสิครับ น่าจะทำให้เห็นอะไรดีๆ อีกมาก เช่นอ่านมากๆ แล้วสะสมแต้มได้ ล่าสุด Venture Capital ชื่อว่า General Catalyst ได้ตัดสินใจให้เงินทุน 110 ล้านเหรียญสหรัฐฯ กับ Grammarly ซึ่งเป็นบริษัท Software ตรวจการสะกดคำ ลักษณะคล้ายการทำงานใน Microsoft Word แต่สามารถแนะนำ Mood and Tone ในการเขียนให้เหมาะสมด้วย คาดว่าจะมีผู้ใช้งาน Startup รายนี้เป็นจำนวนมากถึง 6.9 ล้านคน (น่าจะทำเป็นภาษาไทย แล้วบังคับให้วัยรุ่นไทยใช้จังเลย) การให้ทุนในครั้งนี้ทำให้ธุรกิจ Startup ในสหรัฐอเมริกากลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่เงียบเหงาไปหลายเดือน การเขียนได้ดีก็มาจากการอ่านที่ดี การอ่านเป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศ และสามารถทำเงินได้ ลองทำดูสิครับ ขออนุญาตชื่นชมล่วงหน้าเลย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,262 วันที่ 18 - 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2560