
แคนาดาค้าเสรีกับยุโรปภาษี 0% เริ่มแล้ว
การเจรจาการค้าระหว่างสหภาพยุโรปกับแคนาดาจบลงด้วยดีหลังเปิดเจรจากันมายาวนาน 7 ปี และช่วงท้ายๆ ก็มาสะดุดเล็กน้อยเพราะเบลเยียมเกี่ยงจะไม่รับรองข้อตกลง เนื่องจากรัฐบาลท้องถิ่นโดยเฉพาะวอลโลเนียกังวลว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคและสุกร และมองว่าเป็นภัยต่อมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและแรงงานของยุโรปด้วย การคัดค้านเช่นนี้หากรัฐบาลเบลเยียมไม่สามารถพูดคุยกับวอลโลเนียได้ก็จะเป็นปัญหาทำให้เบลเยี่ยมไม่สามารถรับรองการเจรจาดังกล่าวได้ เพราะตามหลักการแล้วหากเบลเยียมลงนามแล้ว รัฐบาลท้องถิ่นทั้ง 5 ภูมิภาคในประเทศก็จะต้องรับรองด้วยนอกจากนี้แล้วความกังวลจากบางกลุ่มในยุโรปก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อตกลงนี้เปิดให้มีอนุญาโตตุลาการเป็นผู้ตัดสินข้อขัดแย้งระหว่างบริษัทข้ามชาติและรัฐบาล ซึ่งอาจเป็นการเปิดช่องให้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ใช้อำนาจหรือใช้อิทธิพลที่มีกดดันให้รัฐบาลกำหนดนโยบายอย่างหนึ่งอย่างใดออกมาได้
ตอนแรกก็ลุ้นกันอยู่ว่าจะเลื่อนแผนการลงนามระหว่างสหภาพยุโรปกับแคนาดาหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ลงเอยด้วยดี ทำให้วันที่ 30 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา นายจัสตินทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงด้านการค้าเสรี (Comprehensive Economic and Trade Agreement) หรือทั่วไปเรียกว่าข้อตกลงการค้าเสรี กับนายฌอง-คล้อด ยุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม และก่อนหน้านี้เพียง 2 วัน สมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 28 ประเทศได้เห็นชอบไปแล้ว
CETA มีเป้าหมายที่จะยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าประมาณ 9,000 รายการ ครอบคลุมสินค้าจำนวนมาก ทั้งในภาคอุตสาหกรรม การเกษตร และอาหาร นอกจากนี้ยังเปิดให้มีการแข่งขันเสรีในภาคบริการด้วย ซึ่งบริการหมายความรวมถึงธุรกิจธนาคารและธุรกิจประกันด้วย
ผลของข้อตกลงดังกล่าวนี้คาดว่าจะทำให้ช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างแคนาดาและอียูได้ 20 % พร้อมกับช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอียูได้ 12,000 ล้านยูโร และกระตุ้นเศรษฐกิจแคนาดาได้ประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์แคนาดาด้วย นอกจากนี้นายยุงเกอร์บอกด้วยว่า การกำจัดภาษีนำเข้าเกือบทั้งหมด (กำจัดภาษีไป 99 %) จะช่วยให้ผู้ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมและการเกษตรของยุโรปประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 500 ล้านยูโร/ปีด้วย
ข้อตกลงดังกล่าวนี้ต่อไปจะเป็นต้นแบบที่ทั้งแคนาดาและสหภาพยุโรปนำไปใช้ในการเจรจากับประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษที่อยู่ระหว่างการถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป หรือแม้แต่การเจรจาว่าด้วยข้อตกลงหุ้นส่วนการค้าการลงทุนข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก (ทีทีไอพี) กับสหรัฐอเมริกา แม้ว่านักการเมืองทั้งในเยอรมนีและฝรั่งเศสเคยบอกว่าการเจรจายุติไปแล้ว แต่ความจริงแล้วการเจรจายังจะมีอยู่ต่อไป ทั้งนี้ก็ต้องดูด้วยว่าใครจะได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา หากนายโดนัลด์ทรัมป์ได้เป็นก็เป็นอันจบกันเพราะเขาหาเสียงไว้อย่างนั้น
การที่คู่ค้าใหญ่ต่อใหญ่เจรจาการค้าเสรีเป็นผลสำเร็จ ย่อมส่งผลกระทบกับประเทศอื่นๆ ที่เคยทำการค้าด้วยจะกระทบมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าสินค้านั้นเขาหาได้จากประเทศคู่เจรจาหรือไม่ คุณภาพและมาตรฐานดีกว่าประเทศนอกคู่เจรจากันหรือไม่ ประเทศนั้นได้สิทธิ GSP ด้วยหรือไม่ ไทยก็ค้ากับแคนาดาปีหนึ่งๆ ประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท
ไทยยังไม่ได้เปิดการเจรจาการค้าเสรีกับแคนาดา ที่ทำกันมาเป็นเพียงแค่ทำการหารือกัน 2 ฝ่าย ซึ่งเริ่มในสมัยนางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อเดือนมีนาคม 2555 และหารือกันไปแล้ว 3 รอบ ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการเจรจา FTA ในประเด็นต่างๆ ระหว่างกัน เช่น การเปิดตลาดสินค้า กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า พิธีการศุลกากร การค้าบริการ การลงทุน การจัดซื้อโดยรัฐ และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ส่วนการเจรจากับสหภาพยุโรปนั้น ไทยเริ่มเจรจากับสหภาพยุโรปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2556 เจรจาไปแล้ว 4 รอบ ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน 2557 ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายยังไม่มีกำหนดวันเจรจาในรอบต่อไปแต่อย่างใด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,207 วันที่ 6 - 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559
ตอนแรกก็ลุ้นกันอยู่ว่าจะเลื่อนแผนการลงนามระหว่างสหภาพยุโรปกับแคนาดาหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ลงเอยด้วยดี ทำให้วันที่ 30 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา นายจัสตินทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงด้านการค้าเสรี (Comprehensive Economic and Trade Agreement) หรือทั่วไปเรียกว่าข้อตกลงการค้าเสรี กับนายฌอง-คล้อด ยุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม และก่อนหน้านี้เพียง 2 วัน สมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 28 ประเทศได้เห็นชอบไปแล้ว
CETA มีเป้าหมายที่จะยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าประมาณ 9,000 รายการ ครอบคลุมสินค้าจำนวนมาก ทั้งในภาคอุตสาหกรรม การเกษตร และอาหาร นอกจากนี้ยังเปิดให้มีการแข่งขันเสรีในภาคบริการด้วย ซึ่งบริการหมายความรวมถึงธุรกิจธนาคารและธุรกิจประกันด้วย
ผลของข้อตกลงดังกล่าวนี้คาดว่าจะทำให้ช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างแคนาดาและอียูได้ 20 % พร้อมกับช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอียูได้ 12,000 ล้านยูโร และกระตุ้นเศรษฐกิจแคนาดาได้ประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์แคนาดาด้วย นอกจากนี้นายยุงเกอร์บอกด้วยว่า การกำจัดภาษีนำเข้าเกือบทั้งหมด (กำจัดภาษีไป 99 %) จะช่วยให้ผู้ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมและการเกษตรของยุโรปประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 500 ล้านยูโร/ปีด้วย
ข้อตกลงดังกล่าวนี้ต่อไปจะเป็นต้นแบบที่ทั้งแคนาดาและสหภาพยุโรปนำไปใช้ในการเจรจากับประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษที่อยู่ระหว่างการถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป หรือแม้แต่การเจรจาว่าด้วยข้อตกลงหุ้นส่วนการค้าการลงทุนข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก (ทีทีไอพี) กับสหรัฐอเมริกา แม้ว่านักการเมืองทั้งในเยอรมนีและฝรั่งเศสเคยบอกว่าการเจรจายุติไปแล้ว แต่ความจริงแล้วการเจรจายังจะมีอยู่ต่อไป ทั้งนี้ก็ต้องดูด้วยว่าใครจะได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา หากนายโดนัลด์ทรัมป์ได้เป็นก็เป็นอันจบกันเพราะเขาหาเสียงไว้อย่างนั้น
การที่คู่ค้าใหญ่ต่อใหญ่เจรจาการค้าเสรีเป็นผลสำเร็จ ย่อมส่งผลกระทบกับประเทศอื่นๆ ที่เคยทำการค้าด้วยจะกระทบมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าสินค้านั้นเขาหาได้จากประเทศคู่เจรจาหรือไม่ คุณภาพและมาตรฐานดีกว่าประเทศนอกคู่เจรจากันหรือไม่ ประเทศนั้นได้สิทธิ GSP ด้วยหรือไม่ ไทยก็ค้ากับแคนาดาปีหนึ่งๆ ประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท
ไทยยังไม่ได้เปิดการเจรจาการค้าเสรีกับแคนาดา ที่ทำกันมาเป็นเพียงแค่ทำการหารือกัน 2 ฝ่าย ซึ่งเริ่มในสมัยนางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อเดือนมีนาคม 2555 และหารือกันไปแล้ว 3 รอบ ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการเจรจา FTA ในประเด็นต่างๆ ระหว่างกัน เช่น การเปิดตลาดสินค้า กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า พิธีการศุลกากร การค้าบริการ การลงทุน การจัดซื้อโดยรัฐ และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ส่วนการเจรจากับสหภาพยุโรปนั้น ไทยเริ่มเจรจากับสหภาพยุโรปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2556 เจรจาไปแล้ว 4 รอบ ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน 2557 ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายยังไม่มีกำหนดวันเจรจาในรอบต่อไปแต่อย่างใด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,207 วันที่ 6 - 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559






