

วันนี้ (วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569) การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ที่กำลังเกิดขึ้น ภายใต้แกนนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจ มีโครงการ เมกะโปรเจกต์ ด้านคมนาคมทางอากาศ ที่เกี่ยวกับการขยายสนามบิน ทั้งการลงทุนของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) AOT หรือ ทอท. รวมถึงโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก และการสร้างจุดขายใหม่ ที่จะเป็นแม่เหล็กด้านการท่องเที่ยว อย่าง Disneyland และ สปอร์ต คอมเพล็กซ์ รวมมูลค่าการลงทุนกว่า 8 แสนล้านบาท ที่จะรอให้รัฐบาลใหม่ขับเคลื่อน
ทั้งนี้แผนการพัฒนาสนามบินของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) AOT หรือ ทอท. ภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ ทอท.ต้องใช้เม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 4 แสนล้านบาท ในการขยายศักยภาพการรองรับ 6 สนามบินของทอท. ทั้งอยู่ระหว่างการศึกษาสร้าง 2 สนามบินใหม่ คือ ท่าอากาศยานล้านนา และท่าอากาศยานอันดามัน โดยมีโครงการต่างๆที่สำคัญ ดังนี้
1.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 ซึ่งเดิมในอดีตขออนุมัติ ครม. ไว้ที่ 36,000 ล้านบาท มีการออกแบบมานานกว่า 8 ปีแล้ว ทำให้จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนบางส่วน เพื่อให้เป็นสนามบินที่รองรับผู้โดยสารใกล้เมืองอย่างแท้จริง เป็นจุดต่อการเดินทางทางอากาศกับระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ อาทิ รถไฟฟ้าสายสีแดง
โดยจะนำเสนอ ครม. เพื่อขอเปลี่ยนแปลงเนื้องานและวงเงินลงทุนใหม่ เป็น 6.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีเป้าหมายการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ขยายการรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มเป็น 40- 50 ล้านคนต่อปี และเพิ่มศักยภาพเป็นฮับการบิเนทั้งภายในประเทศเต็มรูปแบบ และฮับสายการบินต้นทุนต่ำระหว่างประเทศ
2. โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้แก่ โครงการก่อสร้างส่วนขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) วงเงินลงทุน 13,520 ล้านบาท และการลงทุนพัฒนาสนามบินระยะที่ 3 วงเงินลงทุน 245,369 ล้านบาท เพิ่มการรองรับผู้โดยสาร เพิ่มจาก 60 ล้านคน เป็น 120 ล้านคน ตามแผนแม่บท (Master Plan) การพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยตัดโครงการก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่2 (SAT-2) ออก เนื่องจากรวมพื้นที่เป็นอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ทั้งหมด
รวมถึงการขออนุมัติการลงทุนก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) พื้นที่ 4 แสนตรม. แบ่งการพัฒนาเป็น 3 ระยะ พร้อมหลุมจอดประชิดอาคาร และการก่อสร้างทางวิ่ง (รันเวย์) ที่ 4 เพิ่มศักยภาพรองรับเที่ยวบินจาก 94 เที่ยวบินต่อชม.เป็น 120 เที่ยวบินต่อชม.
โดยตัดอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่2 (SAT-2) ออก เนื่องจากรวมพื้นที่เป็นอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ และยังใช้รถไฟฟ้าไร้คนขับ APM เชื่อมอาคารผู้โดยสารหลังปัจจุบัน อาคาร SAT-1 เป็นต้น
ในขณะเดียวกัน AOT ยังมีแผนพัฒนาท่าอากาศยานอื่น ๆ อาทิ โครงการพัฒนาการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2 วงเงิน 16,000 ล้านบาท, ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 วงเงิน 24,000 ล้านบาท , ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย ระยะที่ 1 ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการออกแบบ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 และจะสามารถขออนุมัติโครงการได้ภายในปี 2570 ในส่วนของท่าอากาศยานหาดใหญ่ ปัจจุบัน อยู่ระหว่างทบทวนแผนแม่บท คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2570
ขณะที่แผนการสร้างสนามบินใหม่ 2 แห่ง ได้แก่ สนามบินอันดามัน ต.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา และท่าอากาศยานล้านนา อ.บ้านธิ จ.ลำพูน พื้นที่ 5-6 พันไร่ ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ และความคุ้มค่าการลงทุนเสร็จแล้ว งบประมาณก่อสร้างแห่งละประมาณ 8 หมื่นล้านบาท เพื่อแบ่งเบาผู้โดยสารท่าอากาศยานภูเก็ต และเชียงใหม่ ในปีนี้จะเข้าสู่ขั้นตอนการจ้างที่ปรึกษาออกแบบรายละเอียดและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และจะกำหนดแผนงานก่อสร้างและเปิดบริการต่อไป
คิ๊กออฟพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา เฟส 1
นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก บนพื้นที่กว่า 6,500 ไร่ จ.ระยอง มูลค่า 100,000 ล้านบาท โดยเริ่มสร้าง เฟส 1 ก่อน
ด้าน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า แผนการพัฒนาจุดขายใหม่ด้านการท่องเที่ยวของไทย เพื่อยกระดับนักท่องเที่ยวสู่ 50–60 ล้านคนต่อปี และผลักดันให้เกิดแม่เหล็กในการดึงการเดินทางเข้าพื้นที่ พื้นที่ EEC รองรับทราฟฟิกในโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก และรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่จะเกิดขึ้นไม่ได้มีแค่การผลักดันให้เกิดการลงทุน Disneyland เพียงอย่างเดียว แต่จะเป็น Mixed-Use ที่มีความหลากหลาย
ไม่ว่าจะเป็น Disneyland คาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 3 แสนล้านบาท บนที่ดิน 5,000 ไร่ ใน จังหวัดชลบุรี โดยตามแผนจะแบ่งเป็น Disneyland พื้นที่ 3,000 ไร่ มูลค่าลงทุนเกือบ 200,000 ล้านบาท รูปแบบการลงทุนจะเป็น PPP (Public-Private Partnership) โดยภาครัฐทำหน้าที่จัดหาที่ดิน ประสานการเจรจา Licensing กับ Disney และสนับสนุนด้านการอำนวยความสะดวก ขณะที่ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างและบริหารจัดการ เพื่อลดภาระงบประมาณรัฐและเปิดทางให้มืออาชีพเข้ามาบริหารโครงการ
โดยมีการประเมินว่า หากโครงการเกิดขึ้นจริง จะช่วยเพิ่มนักท่องเที่ยวได้เกือบ 20 ล้านคนต่อปี เกิดการจ้างงานกว่า 100,000 ตำแหน่ง และสร้างมูลค่าเศรษฐกิจราว 150,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมกระจายรายได้สู่พื้นที่รอบข้าง ทั้งทะเลภาคตะวันออกและกรุงเทพฯ
อย่างไรก็ตาม โครงการยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้ และการเจรจา Licensing กับ Disney โดยการผลักดันให้เกิดขึ้นจริงจำเป็นต้องอาศัยความต่อเนื่องเชิงนโยบาย และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในเสถียรภาพการพัฒนาในระยะยาว
รวมถึงโครงการสปอร์ต คอมเพล็กซ์ พื้นที่รวมกัน 2,000 ไร่ ประกอบไปด้วย สนามกีฬาความจุ 80,000 ที่นั่ง ที่มีเทคโนโลยีปรับเปลี่ยนเป็น Concert Hall ขนาดใหญ่, ศูนย์กีฬาทางน้ำ, อินดอร์ สเตเดียม มูลค่าลงทุนกว่า 100,000 ล้านบาท