
ทอท. ติดสปีดธุรกิจ ปี 2569 ปั้มรายได้เพิ่ม-ทุ่มแสนล้าน ขยายสนามบิน
การขับเคลื่อนธุรกิจของทอท.ในการเพิ่มรายได้ รวมถึงการพัฒนาท่าอากาศยานในสังกัด มูลค่าการลงทุนนับแสนล้านบาท ปี 2569 มีทิศทางเช่นไร นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT มีคำตอบ
ทอท.ตั้งเป้า 6 สนามบินรองรับ 135 ล้านคนปีนี้
นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ทอท. หรือ AOT กล่าวว่า AOT คาดการณ์ถึงแนวโน้มจำนวนผู้โดยสารและเที่ยวบิน ที่จะใช้บริการท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งในปีนี้ของ AOT โดยคาดว่าจำนวนผู้โดยสาร จะเพิ่มขึ้นประมาณ 7% และจำนวนเที่ยวบินจะเพิ่มขึ้นประมาณ 6%
โดยตั้งเป้าหมายจำนวนผู้โดยสารรวมทั้ง 6 ท่าอากาศยานไว้ประมาณ 130-135 ล้านคน หากเปรียบเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 น่าจะฟื้นกลับขึ้นมา 90% เพิ่มจากปีที่ผ่านมา ซึ่งกลับมาเติบโตประมาณ 86% เมื่อเทียบกับก่อนโควิด
อย่างไรก็ตามจำนวนเที่ยวบินยังไม่กลับไปเท่ากับก่อนโควิด เนื่องจากสายการบินทั่วโลกมีจำนวนเครื่องบินลดลง และมีปัญหาเรื่องการจองตารางการบิน (Slot) ที่ยังไม่ได้กลับมาบินจริง ดังนั้นเพื่อกระตุ้นจำนวนเที่ยวบินให้เป็นไปตามเป้าหมาย AOT จะเน้นกลยุทธ์โครงการส่งเสริมการตลาดด้านการบิน เพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว โดยมุ่งเน้นตลาดจีนให้หันมาไทยมากขึ้น
AOT กำลังพยายามแก้ปัญหาการยกเลิก Slot ในระยะเวลากระชั้นชิด (ประมาณ 4 สัปดาห์ก่อนบิน) ซึ่งทำให้สายการบินใหม่หาผู้โดยสารมาแทนไม่ทัน จึงมีการพิจารณาให้ส่วนลดค่าบริการด้านการบินและสนับสนุนสิทธิประโยชน์ (Incentive) แก่สายการบินที่ทำการบินทดแทนเที่ยวบินที่คืน slot เพื่อดึงดูดให้สายการบินที่จองตารางการบิน Slot ไว้ตัดสินใจยกเลิกให้เร็วขึ้น จาก 10 สัปดาห์ เป็น 6 สัปดาห์ เพื่อเปิดโอกาสให้สายการบินอื่นเข้ามาแทน
นอกจากนี้ยังมีการพยายามดึงดูดสายการบินจากจีนที่เดิมเคยบินไปญี่ปุ่นให้เปลี่ยนเส้นทางมายังประเทศไทยแทน
ปรับ PSC พัฒนาพื้นที่รอบสนามบินปั้มรายได้
สำหรับแผนการหารายได้ในปีนี้ จะเน้นปรับเปลี่ยนเพื่อสร้างความสมดุลและความยั่งยืน ได้แก่ การปรับปรุงโครงสร้างรายได้หลัก (Aeronautical Revenue) AOT เตรียมจะปรับเพิ่มค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) ในการเดินทางระหว่างประเทศ จาก 730 บาทต่อคน เป็น 1,120 บาทต่อคน ให้เป็นไปตามต้นทุนจริง คาดว่าจะเริ่มจัดเก็บได้ในกลางปีนี้
ทั้งนี้เพื่อนำเงินมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของท่าอากาศยาน และยกระดับการบริการให้ไทยก้าวสู่การเป็น Aviation Hub ซึ่งผลการศึกษาพบว่าการปรับค่า PSC คิดเป็นเพียง 1-1.5% ของค่าตั๋วเครื่องบิน จึงไม่กระทบต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว และการปรับเปลี่ยนนี้จะช่วยให้ AOT มีรายได้ที่สมดุลและยั่งยืนมากขึ้น โดยทอท.จะมีรายได้ในส่วนนี้ 13,000 ล้านบาท
เดินหน้าปั้มรายได้เพิ่ม
รวมถึงการพัฒนาธุรกิจเชิงพาณิชย์และรายได้นอกเหนือการบิน (Non-Aeronautical) โดย AOT มีโครงการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ และนำสินทรัพย์ที่ยังไม่ได้ใช้งาน รอบท่าอากาศยานต่างๆ มาสร้างรายได้เพิ่ม อาทิ โครงการด้าน Logistics โดยมีแผนจะเปิดใช้พื้นที่ 723 ไร่ รอบนอกท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อพัฒนาธุรกิจขนส่งสินค้าแบบ Multimodal (บก เรือ อากาศ)
การปรับปรุงพื้นที่แพ็กสินค้า (Packing Area) ให้เป็นระบบ Digital เพื่อความรวดเร็วและลดปัญหาเอกสาร การเปิดธุรกิจใหม่ ซึ่งในขณะนี้เริ่มมีผู้ประกอบการสนใจลงทุนในพื้นที่ว่างรอบสนามบินมากขึ้น เช่น สถานีชาร์จรถไฟฟ้า (EV Charging)
รวมถึงการบริหาร “บ้านเส้นเสียง” AOT มีแผนจะขายหรือปล่อยเช่าสินทรัพย์ประเภทบ้าน ในเขตกระทบด้านเสียงรอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เนื่องจากมีดีมานด์สูงจากพนักงานที่ทำงานในสนามบิน ซึ่งบ้านเหล่านี้สามารถปรับปรุงอาคารให้เป็นแบบทึบเสียง เพื่อปล่อยเช่าหรือขาย ช่วยเปลี่ยนสินทรัพย์ที่ต้องดูแลให้กลับมาเป็นกระแสเงินสด
เดินหน้าลงทุนขยายสนามบินแสนล้าน
ในด้านของการพัฒนาท่าอากาศยาน AOT มุ่งเน้นดำเนินการในแบบ Smart Investment โดยในส่วนแผนพัฒนา “ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” คณะกรรมการ AOT ได้อนุมัติแผนแม่บท (Master Plan) ฉบับใหม่ มูลค่าการลงทุนหลักแสนล้านบาท เพื่อเตรียมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างสำคัญของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จากเดิมที่จะมีอาคาร 4 หลัง ปรับลดเหลือ 3 อาคารหลัก
ได้แก่ อาคารผู้โดยสารหลัก (Main Terminal), อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (Satellite 1) และอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) เพื่อความคล่องตัวในการบริหารหลุมจอดและทางวิ่ง และรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ยังมีการบรรจุโครงการพัฒนาอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก หรือ East Expansion งบประมาณ 12,000 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี และการสร้างรันเวย์ที่ 4 ไว้ในแผนเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตด้วย เมื่อพัฒนาครบตามแผน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้รวม 120 ล้านคนต่อปี รวมการลงทุน 2 แสนล้านบาท แบ่งออกเป็น 3 ระยะ
ระยะที่ 1 มุ่งเน้นการปรับปรุงคุณภาพดิน (Ground Improvement) เนื่องจากพื้นที่เดิมของสนามบินสุวรรณภูมิเป็นหนองงูเห่าที่มีการทรุดตัว เพื่อเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบถนนเชื่อมต่อบางนา-ตราด งานปรับปรุงคุณภาพดิน และการออกแบบอาคาร ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 2 ปีครึ่ง ก่อนก่อสร้างระบบถนนเชื่อมต่อและระบบสาธารณูปโภคต่อไป
ส่วนระยะที่ 2 เป็นการก่อสร้างอาคารทิศใต้ (South Terminal) ครึ่งแรก สามารถรองรับผู้โดยสาร 30 ล้านคนต่อปี เมื่อรวมกับศักยภาพเดิมจะทำให้สุวรรณภูมิสามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 100 ล้านคน ภายในเวลา 5 ปี
สำหรับระยะที่ 3 ก่อสร้างส่วนที่เหลือของอาคารทิศใต้และทางวิ่งเส้นที่ 4 (รันเวย์) เพื่อขยับเพดานการรองรับผู้โดยสารไปสู่ระดับ 120 ล้านคน ในระยะยาว 10-12 ปี
ขณะที่แผนพัฒนา “ท่าอากาศยานดอนเมือง” ระยะที่ 3 AOT ได้ดำเนินการออกแบบโครงการพัฒนาเสร็จเรียบร้อยแล้ว งบประมาณการลงทุนประมาณ 31,000 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างขออนุมัติจาก ครม. เพื่อเริ่มก่อสร้างในปีนี้โดยในระยะแรกจะใช้เงินลงทุนประมาณ 2,000 ล้านบาท ปัจจุบันได้เริ่มปรับปรุงจุดให้บริการต่างๆ เช่น ฝ้า พื้น และห้องน้ำ เพื่อยกระดับการบริการรอโครงการใหญ่
ในส่วนของการพัฒนา “ท่าอากาศยานภูเก็ต” อยู่ระหว่างขั้นตอนการออกแบบการขยายอาคารผู้โดยสารส่วนเพิ่ม ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จกลางปีนี้ และจะเห็นความชัดเจนของการลงทุนในช่วงปี 2570
นอกจากนี้ยังมีการศึกษาโครงการสนามบินสะเทินน้ำสะเทินบก (สนามบิน Seaplane) เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเดินทางท่องเที่ยวอีกด้วย
ส่วนโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานใหม่ 2 แห่ง สนามบินอันดามัน ต.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา และท่าอากาศยานล้านนา อ.บ้านธิ จ.ลำพูน พื้นที่ 5-6 พันไร่
ขณะนี้ศึกษาความเป็นไปได้ และความคุ้มค่าการลงทุนเสร็จแล้ว งบประมาณก่อสร้างแห่งละประมาณ 8 หมื่นล้านบาท เพื่อแบ่งเบาผู้โดยสารท่าอากาศยานภูเก็ต และเชียงใหม่
ในปีนี้จะเข้าสู่ขั้นตอนการจ้างที่ปรึกษาออกแบบรายละเอียดและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และจะกำหนดแผนงานก่อสร้างและเปิดบริการต่อไป







