

วันนี้ (วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569) นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) AOT หรือ ทอท. เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ทอท.เตรียมเสนอ 2 โครงการเร่งด่วนชงครม.ใหม่พิจารณา ได้แก่
1.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 ซึ่งเดิมในอดีตขออนุมัติ ครม. ไว้ที่ 36,000 ล้านบาท มีการออกแบบมานานกว่า 8 ปีแล้ว ทำให้จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนบางส่วน เพื่อให้เป็นสนามบินที่รองรับผู้โดยสารใกล้เมืองอย่างแท้จริง เป็นจุดต่อการเดินทางทางอากาศกับระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ อาทิ รถไฟฟ้าสายสีแดง ซึ่งจะนำเสนอ ครม. เพื่อขอเปลี่ยนแปลงเนื้องานและวงเงินลงทุนใหม่ เป็น 6.9 หมื่นล้านบาท
โดยมีเป้าหมายการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ขยายการรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มเป็น 40- 50 ล้านคนต่อปี และเพิ่มศักยภาพเป็นฮับการบินทั้งภายในประเทศเต็มรูปแบบ และฮับสายการบินต้นทุนต่ำระหว่างประเทศ
2.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 3 วงเงินลงทุน 200,000 ล้านบาท เพิ่มการรองรับผู้โดยสาร เพิ่มจาก 60 ล้านคน เป็น 120 ล้านคน โดยจะนำเสนอแผนแม่บท (Master Plan) การพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยตัดโครงการก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่2 (SAT-2) ออก เนื่องจากรวมพื้นที่เป็นอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ทั้งหมด
รวมถึงการขออนุมัติการลงทุนก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) พื้นที่ 4 แสนตรม. แบ่งการพัฒนาเป็น 3 ระยะ พร้อมหลุมจอดประชิดอาคาร และการก่อสร้างทางวิ่ง (รันเวย์) ที่ 4 เพิ่มศักยภาพรองรับเที่ยวบินจาก 94 เที่ยวบินต่อชม.เป็น 120 เที่ยวบินต่อชม. โดยตัดอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่2 (SAT-2) ออก
เนื่องจากรวมพื้นที่เป็นอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ และยังใช้รถไฟฟ้าไร้คนขับ APM เชื่อมอาคารผู้โดยสารหลังปัจจุบัน อาคาร SAT-1 เป็นต้น
สำหรับการขยายสนามบินสุวรรณภูมิ ด้านทิศใต้ เดิมเป็นแผนการลงทุนโครงการฯลงทุนเพียงครั้งเดียว แต่ได้ปรับให้ทยอย แบ่งการลงทุนออกเป็น 3 ระยะ เพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนผู้โดยสารและไม่เป็นภาระด้านดอกเบี้ย
เนื่องจากพื้นที่เดิมของสนามบินสุวรรณภูมิเป็นหนองงูเห่าที่มีการทรุดตัว เพื่อเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบถนนเชื่อมต่อบางนา-ตราด งานปรับปรุงคุณภาพดิน และการออกแบบอาคาร ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 2 ปีครึ่ง ก่อนก่อสร้างระบบถนนเชื่อมต่อและระบบสาธารณูปโภคต่อไป
สามารถรองรับผู้โดยสาร 30 ล้านคนต่อปี เมื่อรวมกับศักยภาพเดิมจะทำให้สุวรรณภูมิสามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 100 ล้านคน ภายในเวลา 5 ปี
ทั้งนี้เพื่อขยับเพดานการรองรับผู้โดยสารไปสู่ระดับ 120 ล้านคน ในระยะยาว 10-12 ปี
“การแบ่งการลงทุนออกเป็นเฟสดังกล่าว ไม่เพียงช่วยลดภาระทางการเงิน แต่ยังเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารสนามบิน โดยเฉพาะการปิดปรับปรุงอาคารผู้โดยสารหลักที่เปิดใช้งานมากว่า 25 ปี ให้สามารถทำได้โดยไม่กระทบต่อศักยภาพการรองรับผู้โดยสารโดยรวม” นางสาวปวีณา กล่าว
ขณะที่การลงทุนโครงการส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) มูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาท สามารถขอครม.รักษาการอนุมัติได้ไม่ต้องรอรัฐบาลใหม่ นางสาวปวีณา กล่าวทิ้งท้าย