
ดัชนีค้าปลีก ก.ย. 69 แผ่ว ยอดขายร่วง ความเชื่อมั่นลดทุกภูมิภาค
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก ก.ย. 2569 ปรับตัวลดลงหลุดระดับ 50 บ่งชี้ภาวะหดตัวรุนแรง เม็ดเงินสมทบโครงการรัฐเริ่มหมด กดดันความถี่ในการเข้าใช้บริการ ผู้บริโภคปรับพฤติกรรมลดการเดินทางเพื่อประหยัดต้นทุนแฝง
KEY
POINTS
- ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (RSI) เดือนกันยายน 2569 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 48.0 ซึ่งต่ำกว่าระดับ 50 สะท้อนถึงกำลังซื้อที่อ่อนแอและผลกระทบจากหนี้ครัวเรือน
- ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) และความถี่ในการจับจ่ายของผู้บริโภคลดลงอย่างมีนัยสำคัญ บ่งชี้ว่ายอดขายโดยรวมหดตัวและคนเข้าร้านค้าน้อยลง
- ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการค้าปลีกลดลงในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยกลุ่มวัสดุก่อสร้างและห้างสรรพสินค้าได้รับผลกระทบหนักที่สุด
- กำลังซื้อที่แท้จริงยังคงอ่อนแอและพึ่งพามาตรการกระตุ้นจากภาครัฐเป็นหลัก แม้จะมีโครงการช่วยเหลือแต่เม็ดเงินไม่กระจายตัวสู่ภาคค้าปลีกในภาพรวม
สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (RSI) เดือนกันยายน 2569 พบว่าดัชนีปรับตัวแผ่วลงอย่างชัดเจน สะท้อนถึงความเปราะบางของกำลังซื้อฐานราก ผลกระทบจากภาระหนี้ครัวเรือน และการลดลงของความถี่ในการจับจ่ายของผู้บริโภคทั่วประเทศ
ภาวะกำลังซื้อแท้จริงที่อ่อนแอ
จากการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (Retail Sentiment Index: RSI) เดือนกันยายน 2569 ซึ่งจัดทำโดยสมาคมผู้ค้าปลีกไทยร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ระหว่างวันที่ 17-26 กันยายน 2569 (ช่วงก่อนได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วม) พบปรากฏการณ์ความย้อนแย้งที่น่าสนใจในภาคการค้าปลีก
แม้ภาพรวมยอดการใช้จ่ายสะสมในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ตลอดระยะเวลา 4 เดือนแรก (มิถุนายน - กันยายน 2569) จะดูแข็งแกร่ง โดยมียอดใช้จ่ายสะสมรวมทะลุ 1.61 - 1.72 แสนล้านบาท จากฐานผู้มีสิทธิ 26 ล้านคน แต่ดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นและยอดขายสาขาเดิม (RSI & SSSG) ในเดือนกันยายนกลับแผ่วลงมาต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งเป็นจุดแบ่งระหว่างการเติบโตและการหดตัว
ดัชนี RSI เดือนกันยายนปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 48.0 บ่งชี้ว่าภาคเอกชนและผู้ประกอบการค้าปลีกเริ่มมองเห็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจากกำลังซื้อที่อ่อนแออย่างชัดเจน ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดจากแรงเหวี่ยงโค้งสุดท้าย (Last-Minute Rush) ที่ประชาชนเร่งใช้วงเงินส่วนที่เหลือของเดือนกันยายนก่อนถูกตัดสิทธิ ทำให้เม็ดเงินกระจุกตัวอยู่เฉพาะในกลุ่มร้านค้าขนาดเล็กและร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการ แต่ไม่ได้กระจายตัวไปยังภาคการค้าปลีกในภาพรวมอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ เม็ดเงินสมทบในส่วน 40% ที่ประชาชนต้องควักจ่ายเองเริ่มร่อยหรอลง จากภาระหนี้สินครัวเรือนและค่าใช้จ่ายคงที่ เช่น ค่าเทอม ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าน้ำมัน ส่งผลให้กำลังซื้อแท้จริง (Organic Purchasing Power) ของประชาชนฝืดเคือง เมื่อปราศจากเงินอุดหนุนจากภาครัฐ กำลังซื้อจึงยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว
เจาะลึก 3 ดัชนีหลัก: SSSG, Basket Size และ Frequency
เมื่อพิจารณาตัวชี้วัดหลัก 3 มิติในเดือนกันยายน 2569 เปรียบเทียบกับเดือนสิงหาคม 2569 พบพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
ดัชนียอดขายสาขาเดิม (SSSG MoM): ปรับลดลงจาก 54.2 จุด สู่ระดับ 47.0 จุด (ลดลง 7.2 จุด) การร่วงลงหลุดเส้น 50 สะท้อนว่ายอดขายของสาขาเดิมในภาพรวมหดตัวลงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะร้านค้านอกโครงการและกลุ่ม Modern Trade ทั่วไป เนื่องจากกำลังซื้อถูกดึงไปใช้เฉพาะกับร้านค้าที่มีส่วนลดจากรัฐเท่านั้น
ดัชนีมูลค่าการใช้จ่ายต่อใบเสร็จ (Spending Per Bill / Basket Size): ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 50.0 จุด มาอยู่ที่ 50.8 จุด (เพิ่มขึ้น 0.8 จุด) สอดคล้องกับพฤติกรรมช่วงโค้งสุดท้ายของโครงการที่ผู้บริโภคเน้นความคุ้มค่า คำนวณการใช้วงเงินอุดหนุน 60/40 อย่างรอบคอบ เพื่อรีดประโยชน์สูงสุดต่อการจ่ายเงินในแต่ละบิล
ดัชนีความถี่ในการจับจ่าย (Frequency of Shopping): ปรับตัวลดลงจาก 52.3 จุด เหลือ 48.2 จุด (ลดลง 4.1 จุด) และเมื่อพิจารณาในบางตารางสถิติจุดวัดความถี่ปรับลงไปถึง 46.2 จุด การที่ดัชนีความถี่ร่วงลงต่ำกว่าระดับ 50 ชัดเจน แปลว่าผู้บริโภคชะลอการเดินเข้าร้านค้า ลดการเดินทางที่ไม่จำเป็นเพื่อประหยัดต้นทุนแฝง เช่น ค่าน้ำมันและค่าเดินทาง ประกอบกับปัจจัยมรสุมฝนตกชุกในพื้นที่ต่าง ๆ
ความเชื่อมั่นปรับลดทุกภูมิภาค
ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการค้าปลีกจำแนกตามภูมิภาคในเดือนกันยายน 2569 (ดัชนี Diffusion Index มีเกณฑ์กลางอยู่ที่ 50) ปรับตัวลดลงในทุกภูมิภาค
กรุงเทพและปริมณฑล: แม้ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า แต่ดัชนียังคงอยู่ต่ำกว่า 50 เนื่องจากโครงสร้างค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนสูง ร้านค้าประเภทห้างสรรพสินค้า แฟชั่น ยอดขายลดลงมาก ส่วนร้านอาหารและภัตตาคารปรับตัวดีขึ้นจากการใช้สิทธิโครงการรัฐผ่านร้านแฟรนไชส์และเดลิเวอรี
ภาคกลางและภาคตะวันออก: ดัชนีทรงตัวและต่ำกว่า 50 ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทยเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ร้านค้าวัสดุก่อสร้างยอดขายลดลงมากตามฤดูกาลฝน ขณะที่ร้านอาหารเชนใหญ่ยังขยายตัวได้
ภาคเหนือ: เป็นภูมิภาคที่ดัชนีอยู่ใกล้เคียงระดับ 50 มากที่สุด แม้เข้าสู่ช่วง Low Season และมีฝนตกชุก ยอดขายกลุ่มไฮเปอร์มาร์เก็ตและสินค้าอุปโภคบริโภคปรับเพิ่มขึ้นจากอานิสงส์โครงการภาครัฐ ส่วนห้างสรรพสินค้าและวัสดุก่อสร้างปรับลดลง
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นแต่ยังต่ำกว่า 50 รายงาน Esan Insight ระบุว่ายอดใช้จ่ายรวมต่ำกว่าที่คาดการณ์ ประชาชนเข้าร่วมโครงการน้อยกว่าที่คิด และมีปัญหาหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้น ยอดขายกลุ่มสินค้าจำเป็นทรงตัวได้ แต่วัสดุก่อสร้างทรงตัวจากความต้องการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย
ภาคใต้: ปรับตัวลดลงชัดเจนจากฝนตกชุกทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย กลุ่มท่องเที่ยวเข้าสู่ช่วง Low Season ยอดขายห้างสรรพสินค้า Convenience Store และวัสดุก่อสร้างลดลง มีเพียงร้านอาหารและไฮเปอร์มาร์เก็ตที่ได้รับผลบวกทางอ้อม
วิเคราะห์ความเชื่อมั่นจำแนกตามประเภทร้านค้า
เมื่อพิจารณาความเชื่อมั่นจำแนกตามประเภทร้านค้าในเดือนกันยายน 2569 พบภาวะสวนทางกันระหว่างกลุ่มธุรกิจ
กลุ่มร้านอาหารและภัตตาคาร: มีดัชนีความเชื่อมั่นสูงที่สุดและฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ ได้รับปัจจัยบวกโดยตรงจากโครงการ 60/40 การเข้าสู่ช่วงต้นไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว และลักษณะสินค้าที่เป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน (Everyday Spending)
กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ): ความเชื่อมั่นทรงตัวได้ดี ร้านสะดวกซื้อในกรุงเทพฯ ทรงตัว แต่ในภูมิภาคยอดขายลดลงจาก Basket Size ที่เล็กลง ผู้บริโภคเน้นซื้อเฉพาะสินค้าจำเป็นและสินค้าจัดโปรโมชัน
กลุ่มห้างสรรพสินค้าและสินค้าไลฟ์สไตล์: ดัชนีดิ่งลงต่ำกว่า 50 ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย (Discretionary Spending) เนื่องจากความกังวลเรื่องค่าครองชีพ และการชะลอตัวของกำลังซื้อระดับกลางถึงบน
กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ตกแต่ง และซ่อมบำรุง: ความเชื่อมั่นปรับลดลงรุนแรงที่สุด ผลกระทบจากฝนตกชุก การชะลอตัวของงานก่อสร้างช่วงรอยต่อปีงบประมาณภาครัฐ ข้อจำกัดในการอนุมัติสินเชื่อ และภาระหนี้ครัวเรือน
แนวโน้มและพฤติกรรมผู้บริโภคในระยะถัดไป
ดัชนี RSI ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ดีดตัวกลับขึ้นมาอยู่ที่ 54.5 จุด ทันทีที่รัฐบาลประกาศต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ออกไปอีก 2 เดือน (ตุลาคม - พฤศจิกายน 2569) ยืนยันว่า ความหวังและกำลังซื้อของตลาดในปัจจุบันพึ่งพามาตรการกระตุ้นจากภาครัฐเกือบ 100%
พฤติกรรมของผู้บริโภคช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น หันไปซื้อสินค้าเฉพาะช่วงโปรโมชัน เลือกช่องทางที่ราคาถูกกว่า ลดจำนวนชิ้นต่อการซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ผู้ประกอบการค้าปลีกจึงต้องเตรียมรับมือช่วงรอยต่อหลังสิ้นสุดมาตรการ โดยไม่พึ่งพาเพียงเงินอุดหนุนภาครัฐ แต่ต้องเน้นกลยุทธ์ Value for Money และการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory Velocity) ให้มีความยืดหยุ่น เพื่อรับมือกับกำลังซื้อที่อาจซึมตัวลงในระยะยาว







