
สัญญาณวิกฤตค้าปลีก ก.ค. 69 ดัชนีดิ่งร่วง ทุกหมวด ฐานรากหมดแรง
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีกเดือน ก.ค. 2569 ปรับตัวลดลง 4.9 จุด โดยถดถอยลงในทุกองค์ประกอบ สะท้อนสัญญาณอันตรายของภาวะกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแรงลงอย่างหนัก
KEY
POINTS
- ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (RSI) เดือน ก.ค. 69 ลดลงมาอยู่ที่ 46.6 จุด ซึ่งต่ำกว่าระดับ 50 สะท้อนถึงภาวะหดตัวของธุรกิจค้าปลีกในทุกหมวดสินค้า
- สาเหตุหลักมาจากกำลังซื้อของผู้บริโภคฐานรากที่อ่อนแอลงขั้นวิกฤต สะท้อนจากยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จที่ลดลงอย่างรุนแรงถึง 8.1 จุด แม้ความถี่ในการมาใช้บริการจะลดลงเพียงเล็กน้อย
การปรับตัวลดลงของดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีก (RSI) ในเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ย่อตัวลง 4.9 จุดมาอยู่ที่ระดับ 46.6 จุด ถือเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญที่กำลังส่งสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง แม้ในเบื้องต้นอาจมีข้อสันนิษฐานว่าการชะลอตัวของตัวเลขค้าปลีกขนาดใหญ่
ยอดขายสาขาเดิมร่วง 6.4 จุด เหลือ 46.2 จุด
เกิดจากการย้ายช่องทางจับจ่าย หรือ Channel Shift ของผู้บริโภคไปยังร้านค้ารายย่อยนอกระบบและร้านค้าชุมชนที่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แต่เมื่อลงลึกในรายละเอียดของตัวเลขทางสถิติ กลับพบข้อเท็จจริงที่น่ากังวลยิ่งกว่า นั่นคือภาวะกำลังซื้อของประชาชนที่กำลังอ่อนแรงลงขั้นวิกฤตอย่างแท้จริง
เมื่อพิจารณาโครงสร้างของดัชนี RSI เดือนกรกฎาคม 2569 ที่ปรับลดลงในทุกองค์ประกอบอย่างพร้อมเพรียงกัน ไม่ว่าจะเป็นดัชนีความเชื่อมั่นต่อยอดขายสาขาเดิม หรือ SSSG (MoM) ที่ร่วงลงถึง 6.4 จุด จากระดับ 52.6 จุด มาอยู่ที่ 46.2 จุด ความถี่ในการใช้บริการ หรือ Frequency of Shopping ที่ลดลงเล็กน้อย 0.4 จุด จาก 48.1 จุด เหลือ 47.7 จุด
และยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จ หรือ Spending Per Bill ที่ดิ่งลงแรงที่สุดถึง 8.1 จุด จาก 55.1 จุด ลงมาอยู่ที่ 47.0 จุด ซึ่งเป็นการหลุดระดับ 50 จุดซึ่งเป็นเส้นแบ่งระหว่างการขยายตัวและการหดตัวอย่างชัดเจน
ตัวเลขสถิติทั้งสามส่วนนี้ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคไม่ได้เกิดการเปลี่ยนสถานที่ช้อปปิ้งเป็นหลัก หากเกิดปรากฏการณ์ Channel Shift ไปยังร้านค้ารายย่อยอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขความถี่ในการเดินเข้าห้างสรรพสินค้าหรือโมเดิร์นเทรดจะต้องร่วงลงอย่างหนักเพราะคนเปลี่ยนไปเดินตลาดสดหรือร้านค้าชุมชนแทน
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ ยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จ
ยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จร่วงลง 8.1 จุด
แต่ผลสำรวจกลับพบว่าความถี่ในการใช้บริการลดลงเพียง 0.4 จุด ซึ่งถือว่าแทบไม่เปลี่ยนแปลง ชี้ว่าประชาชนยังคงเดินทางมาศูนย์การค้าและร้านค้าเดิมตามวิถีชีวิตปกติ แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงคือปริมาณเงินที่ยอมจ่ายในแต่ละครั้ง
การที่ยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จร่วงลงถึง 8.1 จุด สะท้อนถึงภาวะ Basket Size Shrinkage หรือการที่ผู้บริโภคจำเป็นต้องประหยัดและตัดลดรายการสินค้าในตะกร้าลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้บริโภคยังคงมีความจำเป็นต้องเข้าซื้อสินค้าตามปกติ แต่ใช้วิธีรัดเข็มขัดด้วยการเลือกซื้อเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
ปรับเปลี่ยนยี่ห้อไปสู่สินค้าราคาประหยัด หรือแบรนด์ของห้าง (Private Label) และงดเว้นการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยหรือสินค้าไลฟ์สไตล์อย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นสัญญาณคลาสสิกของภาวะกำลังซื้อซบเซาและความเหนื่อยล้าทางการเงินของผู้บริโภค
แม้ในเดือนกรกฎาคม 2569 รัฐบาลจะมีการดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ "ไทยช่วยไทย พลัส" (60/40) อย่างต่อเนื่อง โดยมียอดใช้จ่ายรวมทรงตัวใกล้เคียงกับเดือนมิถุนายนที่ระดับ 4.3 หมื่นล้านบาท และมีผู้ใช้สิทธิสะสมราว 25.78 ถึง 26 ล้านคน ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ประมาณ 1,600 ถึง 1,700 บาทต่อคน
ฝนตก-น้ำท่วมปัจจัยลบเดือนก.ค.
แต่เม็ดเงินอัดฉีดดังกล่าวไม่สามารถชดเชยการถดถอยของกำลังซื้อฐานรากที่แท้จริง หรือ Organic Income ได้ทั้งหมด ในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นเดือนแรกของโครงการ ประชาชนเกิดพฤติกรรมเร่งใช้วงเงินเพื่อไม่ให้เสียสิทธิคงเหลือ แต่เมื่อเข้าสู่เดือนกรกฎาคม ผู้บริโภคเริ่มคุ้นชินและวางแผนกระจายการใช้จ่ายอย่างสม่ำเสมอมากขึ้น
เม็ดเงินสนับสนุนส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นรายวัน (FMCG) และอาหารเครื่องดื่มผ่านแพลตฟอร์ม ฟู้ดเดลิเวอรี ที่เปิดให้ใช้สิทธิได้เต็มเดือน เมื่อเงินช่วยเหลือถูกใช้หมดไปกับปัจจัยสี่ กำลังซื้อส่วนตัวสำหรับสินค้าหมวดอื่นจึงไม่เหลือส่งแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อ
ปัจจัยลบเพิ่มเติมในเดือนกรกฎาคมยังมาจากสภาพอากาศที่มีฝนตกชุกและน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ซึ่งกระทบต่อจำนวนผู้เข้าใช้บริการศูนย์การค้าขนาดกลางและขนาดใหญ่โดยตรง ประกอบกับภาระหนี้สินครัวเรือนและค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ทำให้การบริโภคสินค้าไม่จำเป็น เช่น แฟชั่น เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าตกแต่งบ้าน และสินค้านวัตกรรม ซึ่งเป็นหมวดสินค้าที่สร้างกำไรหลักให้แก่ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง
ซูเปอร์มาร์เก็ต-ร้านสะดวกซื้อภูธร ยอดขายลด
จากการสำรวจความเชื่อมั่นจำแนกตามประเภทร้านค้า พบว่า กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ แม้จะได้รับอานิสงส์จากโครงการภาครัฐ แต่ในฝั่งซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อในภูมิภาคต่างจังหวัด ยอดขายปรับตัวลดลงเนื่องจาก Basket Size ที่ลดลงอย่างมาก
ส่วนกลุ่มห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร และสินค้าไลฟ์สไตล์ แม้จะเริ่มฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดช่วงต้นปี แต่ดัชนียังคงทรงตัวต่ำกว่า 50 จุด (อยู่ในกรอบ 40-46 จุด) โดยการเพิ่มขึ้นกระจุกตัวอยู่เฉพาะในเขตกรุงเทพและปริมณฑลเท่านั้น สำหรับกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ตกแต่ง และซ่อมบำรุง ดัชนีฟื้นตัวมาอยู่ที่ 45-48 จุด หลังจากร่วงลงไปต่ำกว่า 30 จุดในช่วงพฤษภาคมถึงมิถุนายน แต่ยังคงมีความผันผวนสูงตามงบเบิกจ่ายภาครัฐและภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว
เมื่อพิจารณาเป็นรายภูมิภาค แม้ดัชนีความเชื่อมั่นจะปรับดีขึ้นเล็กน้อยในบางพื้นที่จากปัจจัยการท่องเที่ยว โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยและภาคตะวันออกที่ได้อานิสงส์จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงภาคเหนือและภาคกลางที่ได้แรงหนุนจากการท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาว แต่ดัชนีโดยรวมทุกภูมิภาคยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับฐานที่ 50 จุด ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเผชิญภาวะนักท่องเที่ยวลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2569
ภาพรวมดัชนี RSI ในไตรมาสที่ 3 ปี 2569 มีแนวโน้มที่จะทรงตัวอยู่ในระดับต่ำในกรอบ 47 ถึง 50 จุด สะท้อนว่าผู้ประกอบการค้าปลีกส่วนใหญ่ยังคงมองภาวะธุรกิจในระยะข้างหน้าด้วยความระมัดระวัง ภายใต้แรงกดดันจากกำลังซื้อฐานรากที่ยังไร้สัญญาณการฟื้นตัวอย่างมั่นคง







