thansettakij
thansettakij
อานิสงส์ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ดันดัชนีค้าปลีก มิ.ย. พุ่ง 16 จุด

อานิสงส์ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ดันดัชนีค้าปลีก มิ.ย. พุ่ง 16 จุด

ดัชนีค้าปลีกเดือน มิ.ย. โตก้าวกระโดด 16 จุด รับอานิสงส์ “ไทยช่วยไทย พลัส-ประชารัฐ” อัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบฐานรากสะพัดกว่า 4.3 หมื่นล้านบาท

KEY

POINTS

  • ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีกเดือนมิถุนายน 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 16.0 จุด โดยมีปัจจัยหลักจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส”
  • โครงการดังกล่าวส่งผลให้ดัชนีการใช้จ่ายต่อใบเสร็จเพิ่มขึ้น 15.5 จุด และความถี่ในการใช้บริการเพิ่มขึ้น สะท้อนการจับจ่ายที่คึกคักช่วงต้นเดือน
  • การเติบโตกระจุกตัวเฉพาะกลุ่มร้านค้ารายย่อยและโชห่วยที่เข้าร่วมโครงการ ขณะที่ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบเชิงลบ
  • แม้ดัชนีเดือนมิถุนายนจะเพิ่มขึ้น แต่ความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้ายังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนความกังวลต่อกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (Retail Sentiment Index: RSI) เดือนมิถุนายน 2569 ชี้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเฉพาะจุด หลังมาตรการภาครัฐช่วยพยุงกำลังซื้อระยะสั้น ดันยอดขายต่อบิลพุ่ง 15.5 จุด ขณะที่ความเชื่อมั่น 3 เดือนข้างหน้ายังทรงตัวต่ำในกรอบ 47-50 จุด สะท้อนความกังวลต่อกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่และปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน

เจาะลึกดัชนี RSI มิถุนายน 2569

ดัชนี RSI เผยภาพรวมของสถานการณ์ค้าปลีกไทยในเดือนมิถุนายน 2569 เผยให้เห็นการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยปรับเพิ่มขึ้น 16.0 จุด เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า การเติบโตที่เกิดขึ้นนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงบวกหลักจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)" และโครงการประชารัฐ ที่เข้ามาอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบฐานล่างเพื่อประคองกำลังซื้อของประชาชน

ดัชนีความเชื่อมั่นค้าปลีก RSI ปี 2565-2569

หากพิจารณาในรายละเอียดขององค์ประกอบดัชนี จะพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นต่อยอดขายสาขาเดิม (SSSG) แบบเดือนต่อเดือน (MoM) ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 36.6 จุด ในเดือนพฤษภาคม มาอยู่ที่ 52.6 จุด ในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้น 16.0 จุด

 สอดคล้องกับดัชนีการใช้จ่ายต่อใบเสร็จ (Spending Per Bill) ที่ปรับเพิ่มขึ้น 15.5 จุด จาก 39.6 จุด มาอยู่ที่ 55.1 จุด  และความถี่ในการใช้บริการ (Frequency of Shopping) ที่เพิ่มขึ้น 10.3 จุด จาก 37.8 จุด มาอยู่ที่ 48.1 จุด ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าผู้บริโภคมีการจับจ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะในช่วง 8-10 วันแรกของเดือน ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมีการใช้สิทธิจากโครงการภาครัฐอย่างเต็มที่

อาหาร-เครื่องดื่มสะพัดรับ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’

ข้อมูลสถิติของโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (60/40) ในช่วงวันที่ 1-30 มิถุนายน 2569 พบว่ามียอดใช้จ่ายสะสมรวมสูงถึง 43,218 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่ายเองจำนวน 18,407 ล้านบาท และเงินสนับสนุนจากภาครัฐอีก 24,812 ล้านบาท

เมื่อจำแนกตามหมวดสินค้า พบว่า หมวดร้านอาหารและเครื่องดื่ม มียอดใช้จ่ายสูงสุดถึง 21,760 ล้านบาท หรือคิดเป็น 50% ของยอดใช้จ่ายทั้งหมดในโครงการ รองลงมาคือหมวดร้านค้าทั่วไปและร้านธงฟ้า ที่มียอดใช้จ่ายเท่ากันที่หมวดละ 10,052 ล้านบาท หรือคิดเป็นฝั่งละ 23%

องค์ประกอบดัชนีความเชื่อมั่นค้าปลีก RSI ในมิติต่างๆ

ในเชิงภูมิศาสตร์ จังหวัดที่มียอดใช้จ่ายสะพัดสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร คิดเป็น 17% ของยอดใช้จ่ายรวม ตามด้วยชลบุรี 5% และสมุทรปราการ 4%

ขณะที่จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันเปิดลงทะเบียน 25 พฤษภาคม 2569 มีมากถึง 26,040,623 ราย และมีร้านค้าที่ได้รับอนุมัติเข้าร่วมโครงการ 1,171,850 ราย โดยในจำนวนนี้มีร้านค้าที่เปิดรับสิทธิแล้ว 1,035,299 ราย หรือคิดเป็น 88% ของร้านค้าที่ได้รับอนุมัติทั้งหมด

รายย่อยโต รายใหญ่ทรุด

แม้ตัวเลขดัชนีในภาพรวมจะดูดี แต่แหล่งข่าวระบุชัดเจนว่าเป็นการเติบโตแบบ "ไม่สมดุล" และ "เฉพาะจุด" เท่านั้น เนื่องจากเงื่อนไขของโครงการเน้นไปที่ร้านค้ารายย่อย ส่งผลให้เกิดผลกระทบที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วระหว่างกลุ่มผู้ประกอบการ

ผลกระทบเชิงบวกโดยตรง: ตกอยู่กับกลุ่มร้านค้าจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคขนาดเล็ก หรือ Local Modern Trade (LMT) และร้านโชห่วยที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงต้นเดือน

ผลกระทบเชิงบวกโดยอ้อม: ร้านค้าส่งสมัยใหม่ (Modern Wholesale) ได้รับอานิสงส์จากการที่ร้านค้ารายย่อยและร้านอาหารขนาดเล็กต้องกลับมาซื้อวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์เพื่อเติมสต็อกสินค้า (Replenishment)

ผลกระทบเชิงลบโดยตรง: ห้างสรรพสินค้า (Department Store), ร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ (Modern Trade), รวมถึงร้านอาหารประเภทเชน (Chain Store) กลับได้รับผลกระทบทางลบ เนื่องจากเป็นกลุ่มร้านค้านอกเกณฑ์ที่กำหนด ทำให้กำลังซื้อส่วนหนึ่งหายไปจากระบบและทราฟฟิก (Traffic) ลูกค้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

คาดการณ์ว่าแนวโน้มดัชนี RSI ในไตรมาสที่ 3 (กรกฎาคม-กันยายน) จะทรงตัวต่ำหรือฟื้นตัวอย่างจำกัดในกรอบ 47–50 จุด เนื่องจากโครงการภาครัฐแม้จะช่วยพยุงกำลังซื้อได้ แต่ไม่ใช่ "ยาแรง" ที่จะสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ได้ในระยะยาว