thansettakij
thansettakij
‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ดัน ดัชนีค้าปลีก ส.ค. พุ่ง 5.3 จุด รายย่อยรับเต็มๆ

‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ดัน ดัชนีค้าปลีก ส.ค. พุ่ง 5.3 จุด รายย่อยรับเต็มๆ

10 ก.ย. 69 | 05:33 น.
อัปเดตล่าสุด :10 ก.ย. 69 | 05:34 น.

ดัชนีค้าปลีก เดือนส.ค. เพิ่ม 5.3 จุด รับแรงส่งจาก 'ไทยช่วยไทย พลัส' อัดฉีดเม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศเต็มสูบ

KEY

POINTS

  • ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีกเดือนสิงหาคม 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.3 จุด โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ "ไทยช่วยไทย พลัส" ของภาครัฐ
  • โครงการดังกล่าวส่งผลให้เม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าส่ง-ค้าปลีกท้องถิ่น และร้านโชห่วย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุด
  • พฤติกรรมผู้บริโภคมีการจับจ่ายใช้สอยบ่อยครั้งขึ้น แต่ยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายต่อครั้ง โดยเน้นซื้อสินค้าที่จำเป็นเป็นหลัก

ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (Retail Sentiment Index : RSI) เดือนเมษายน 2569 จัดทำโดย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย ระหว่างวันที่ 19-29 สิงหาคม 2569 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการค้าปลีก ประจำเดือน ส.ค. 2569 ปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา

โดยมีปัจจัยหนุนหลักมาจากผลลัพธ์ของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ ควบคู่ไปกับปัจจัยฤดูกาลตามวัฏจักรธุรกิจ ซึ่งช่วยเพิ่มสภาพคล่องและส่งผลให้พฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคในระดับฐานรากมีความคึกคักมากขึ้นอย่างชัดเจน

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีกทั่วประเทศ (RSI) เดือนส.ค. 2569

เจาะลึกดัชนี RSI เดือนสิงหาคม 2569

ภาพรวมดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีกทั่วประเทศ (RSI) ในเดือนส.ค. 2569 พบว่า ดัชนีมีการปรับตัว "เพิ่มขึ้น" จากเดือนก.ค. 5.3 จุด โดยการปรับตัวดีขึ้นในครั้งนี้เป็นการเพิ่มขึ้นในทุกองค์ประกอบของดัชนี ได้แก่

  • ดัชนีความเชื่อมั่นต่อยอดขายสาขาเดิม (SSSG - MoM): ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 46.2 จุด ไปอยู่ที่ 54.7 จุด เพิ่มขึ้นถึง 8.5 จุด
  • ดัชนียอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จ (Spending Per Bill): ปรับเพิ่มขึ้นจาก 47.0 จุด ไปอยู่ที่ 50.0 จุด เพิ่มขึ้น 3.0 จุด
  • ดัชนีความถี่ในการใช้บริการ (Frequency of Shopping): ปรับเพิ่มขึ้นจาก 47.7 จุด ไปอยู่ที่ 52.3 จุด เพิ่มขึ้น 4.6 จุด

การปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของดัชนี RSI ในเดือนส.ค. 2569 เป็นผลมาจาก "พลังร่วม" (Synergy) ของ 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่

1. Seasonality (ปัจจัยทางฤดูกาล): จากสถิติดัชนี RSI ย้อนหลัง 4–5 ปี ยืนยันตรงกันว่า เดือนสิงหาคมมักเป็นช่วงเวลาที่กำลังซื้อและการค้าปลีกฟื้นตัวขึ้นจากเดือนก.ค. ตามวัฏจักรธรรมชาติทางธุรกิจอยู่แล้ว

2. Policy Booster (แรงส่งจากนโยบายรัฐ): เม็ดเงินอัดฉีดจากภาครัฐผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ที่ย่างเข้าสู่เดือนที่ 3 เริ่มหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างเต็มที่ ช่วยเติมสภาพคล่องให้แก่ผู้ค้าปลีกและค้าส่งในพื้นที่ต่างๆ

องค์ประกอบของดัชนี RSI

เมื่อพิจารณาข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่าในช่วง 4 สัปดาห์ของเดือนก.ค. (นับถึงวันที่ 1 ส.ค. 2569) มีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมเพิ่มขึ้นประมาณ 2.3 ล้านคน ขณะที่ช่วง 4 สัปดาห์ของเดือนส.ค. (นับถึงวันที่ 29 ส.ค. 2569) มีตัวเลขนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นในระดับที่ใกล้เคียงกันมากคือประมาณ 2.29 ล้านคน

การที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ได้มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ จึงเป็นสิ่งยืนยันได้ในระดับหนึ่งว่า การพุ่งขึ้นของดัชนีความเชื่อมั่นในเดือนส.ค.นี้ เป็นผลลัพธ์หลักมาจากการอัดฉีดนโยบาย "ไทยช่วยไทย พลัส" ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่เดือนที่ 3

ความถี่เพิ่ม แต่ยังระมัดระวังยอดใช้จ่าย

จากการวิเคราะห์ตัวเลขดัชนีย่อย พบพฤติกรรมที่น่าสนใจของผู้บริโภคในเดือนส.ค. 2569 กล่าวคือ การที่ดัชนี SSSG ขยับเพิ่มขึ้น 8.5 จุด (จาก 46.2 เป็น 54.7 จุด) และดัชนีความถี่ในการซื้อ (Frequency of Shopping) เพิ่มขึ้นเด่นชัดถึง 4.6 จุด (จาก 47.7 เป็น 52.3 จุด) ไม่ได้เป็นผลจากวัฏจักรธุรกิจตามปกติเพียงอย่างเดียว

เมื่อเปรียบเทียบตัวเลข Frequency of Shopping ในเดือนส.ค. 2569 (52.3 จุด) กับเดือนส.ค.ของปีก่อนหน้า เช่น ปี 2568 (49.4 จุด) และปี 2567 (46.7 จุด) จะเห็นได้ว่าค่าดัชนีในปีนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยตามฤดูกาลปกติอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินกระตุ้นจากโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ที่หมุนเวียนมาถึงเดือนที่ 3 มีบทบาทสำคัญในการดึงดูดให้ผู้บริโภคออกมารับประทานหรือจับจ่ายใช้สอยบ่อยครั้งขึ้น

ดัชนีความเชื่อมั่นต่อยอดขายสาขาเดิม (SSSG)

อย่างไรก็ตาม แม้ความถี่ในการเข้าร้านจะเพิ่มขึ้น แต่ดัชนียอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จ (Spending Per Bill) กลับขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 50.0 จุด (เพิ่มขึ้น 3.0 จุด) สะท้อนว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายต่อครั้ง โดยเน้นการเลือกซื้อเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน และยังชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยหรือสินค้าที่มีมูลค่าสูง

"ไทยช่วยไทย พลัส" คาดใช้จ่ายทะลุ 1.38 แสนล้าน

โครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของภาครัฐ มีระยะเวลาดำเนินงานตั้งแต่เดือนมิ.ย. – ก.ย. 2569 โดยในเดือนส.ค. ถือเป็นช่วงการขับเคลื่อนเข้าสู่เดือนที่ 3 รูปแบบของโครงการใช้โครงสร้างการร่วมจ่าย (Co-payment) ในสัดส่วน 60/40 ซึ่งพบว่าประชาชนมีความคุ้นเคยและสามารถปรับตัวกับการใช้สิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชันได้อย่างสม่ำเสมอ

จากการรวบรวมข้อมูลภาพรวมการใช้จ่าย พบว่าในช่วงเดือนก.ย. 2569 ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของโครงการ ยอดใช้จ่ายสะสมรวมทั่วประเทศสามารถทะลุ 138,000 ล้านบาท (จากยอดสะสมรวมในระบบช่วงก่อนหน้าที่สูงกว่า 43,000 ล้านบาท) และสามารถกระจายรายได้ไปสู่ร้านค้าและผู้ประกอบการในระบบรวมกว่า 1.19 ล้านรายทั่วประเทศ

โครงสร้างการดำเนินงานของโครงการส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการค้าปลีกในแต่ละกลุ่มแตกต่างกันอย่างชัดเจน:

  • กลุ่มผู้ได้รับประโยชน์สูงสุด (Winner): ได้แก่ ร้านค้าปลีกขนาดเล็ก ร้านค้าส่ง-ค้าปลีกท้องถิ่น (Local Modern Trade: LMT) และร้านโชห่วยในชุมชน เนื่องจากเงื่อนไขและโครงสร้างการใช้สิทธิ์ทำให้เม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่ร้านค้ารายย่อยเหล่านี้ตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการที่ต้องการกระจายรายได้สู่ฐานราก
  • กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบเชิงลบ (Challenger): ได้แก่ ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ (Modern Trade) และร้านค้าเชนภายในศูนย์การค้า ซึ่งมียอดขายหน้าร้าน (In-store traffic) บางส่วนชะลอตัวลง เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคถูกดึงไปใช้จ่าย ณ ร้านค้ารายย่อยในชุมชนที่เข้าร่วมโครงการแทน

3 ปัจจัยลบ ที่ต้องเฝ้าระวัง

แม้ว่าดัชนีความเชื่อมั่นในเดือนส.ค. จะปรับตัวดีขึ้น แต่เมื่อมองไปถึงดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า พบว่าปรับตัวลดลงจาก 55.3 จุด มาอยู่ที่ 52.3 จุด (ลดลง 3.0 จุด) สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของผู้ประกอบการที่เต็มไปด้วยความระมัดระวังและกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะถัดไป

ปัจจัยหลักที่สร้างความกังวลให้แก่ผู้ประกอบการค้าปลีก ประกอบด้วย

1. การสิ้นสุดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ: โครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ที่สิ้นสุดลงในเดือนกันยายน 2569 ทำให้เกิดคำถามว่า เมื่อไม่มีเม็ดเงินอัดฉีดจากภาครัฐเข้ามาเติมในระบบแล้ว กำลังซื้อของผู้บริโภคจะสามารถเติบโตต่อได้เองตามธรรมชาติหรือไม่

2. ความไม่แน่นอนของปัจจัยภายนอก: ความผันผวนของสถานการณ์พลังงานโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งสินค้าและค่าครองชีพ

3. ปัจจัยภายในประเทศ: ประเด็นความขัดแย้งและความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนและการบริโภคในอนาคต