thansettakij
thansettakij
ดัชนีค้าปลีกทรุด“ไทยช่วยไทย พลัส” ทำคนชะลอซื้อ แนะขยายร้านค้าเพิ่ม

ดัชนีค้าปลีกทรุด“ไทยช่วยไทย พลัส” ทำคนชะลอซื้อ แนะขยายร้านค้าเพิ่ม

ดัชนีค้าปลีกทรุดฮวบ 7.2 จุด ต่ำสุดในรอบ 5 ปี พิษไทยช่วยไทย พลัส ทำคนชะลอซื้อสินค้า ผนวกวิกฤตต้นทุนพุ่ง สมาคมผู้ค้าปลีกชงขยายสิทธิ์ครอบคลุมร้านค้าทุกขนาด

KEY

POINTS

  • ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีกเดือนพฤษภาคม 2569 ลดลง 7.2 จุด แตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี ซึ่งเป็นผลจากกำลังซื้อที่หดตัวรุนแรง
  • โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่ายในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม เพื่อรอใช้สิทธิ์ในเดือนมิถุนายน
  • สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเสนอให้รัฐบาลพิจารณาขยายสิทธิ์ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ให้ครอบคลุมผู้ประกอบการทุกขนาด รวมถึงร้านค้าในระบบภาษีและโมเดิร์นเทรด เพื่อกระจายเม็ดเงินให้ทั่วถึง

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีกเดือนพฤษภาคม 2569 ทรุดหนักลดลง 7.2 จุด แตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี (New Low in May 2565-2569) ผลจากวิกฤตต้นทุนพลังงานดันเงินเฟ้อพุ่ง ฉุดกำลังซื้อหดตัวรุนแรงทุกภูมิภาค ขณะที่ผู้ประกอบการฝากความหวังโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ช่วยประคองเศรษฐกิจระยะสั้น แต่หวั่นวิกฤตต้นทุนโลกยังยืดเยื้อกดดันการปรับขึ้นราคาสินค้าต่อเนื่องในอีก 3 เดือนข้างหน้า

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่สองของปี 2569 กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ โดยเฉพาะในภาคการค้าปลีกและบริการซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนการบริโภคภายในประเทศ ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (Retail Sentiment Index : RSI) เดือนพฤษภาคม 2569 จัดทำโดย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย

ระหว่างวันที่ 18–27 พฤษภาคม 2569 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการค้าปลีกในเดือนพฤษภาคม 2569 ลดลง 7.2 จุด จากเดือนเมษายนที่ผ่านมา แตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี (New Low in May 2565-2569) สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่กำลัง “ซึมลึก” แม้จะมีโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ก็ตามที

ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ นักวิชาการด้านค้าปลีก และเลขาธิการสมาพันธ์ผู้ค้าปลีกแห่งเอเชียแปซิฟิก (FARPA) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าภาพรวมดัชนี RSI เดือนพ.ค. 2569 ลดลง 7.2 จุดจากเดือน เม.ย. โดยปรับลดลงทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่ ดัชนีความเชื่อมั่นต่อยอดขายสาขาเดิม SSSG (MoM) ปรับจาก 40.3 จุดไปที่ 36.6 จุด (ลดลง 3.7 จุด)

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการต่อยอดขาย, ยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จ (Shopping per Bill) ปรับจาก 43.8 จุด ไปที่ 39.6 จุด (ลดลง 4.2 จุด) และความถี่ในการใช้บริการ (Frequency) ปรับจาก 45.6 จุด ไปที่ 37.8 จุด (ลดลง 7.8 จุด)

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีกเดือนพฤษภาคม 2569

“ภาวะนี้เรียกว่า วัฏจักรเงินเฟ้อจากต้นทุนการผลิต หรือ Cost-Push Inflation ที่บีบให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง ปัญหานี้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทำให้ผู้บริโภคเผชิญกับของแพง ค่าครองชีพสูงขึ้น แต่อำนาจซื้อลดลง”

กลไกของวัฏจักร มาจาก “ต้นทุนพลังงานเพิ่ม” (Energy Shock) ราคาพลังงานทั้งน้ำมัน ก๊าซ และเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น “เงินเฟ้อเพิ่ม” (Inflation) เมื่อต้นทุนการผลิตและขนส่งสูงขึ้น “ราคาปรับเพิ่ม” (Price Hike) ผู้บริโภคต้องจ่ายเงินจำนวนมากขึ้นเพื่อซื้อสินค้าและบริการในปริมาณเท่าเดิม และ “กำลังซื้อหดตัว” (Demand Compression) เนื่องจากรายได้ของประชาชนปรับเพิ่มตามไม่ทันราคาสินค้าที่พุ่งสูง

ทั้งนี้ปัจจัยที่ทำให้ภาพรวมในเดือน พ.ค. ลดลงมาจาก 5 ปัจจัย ได้แก่ ช่วงสุญญากาศหลังเทศกาล ทำให้การจับจ่ายและการท่องเที่ยวเข้าสู่ช่วงชะลอตัว, ภาระค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอม, วิกฤตค่าไฟฟ้าพุ่ง จากการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft)

ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โลก ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและการขนส่งโลก และ การชะลอการใช้จ่ายเพื่อรอมาตรการรัฐซึ่งผู้บริโภคส่วนหนึ่งเลือกที่จะอั้นการใช้จ่ายในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม เพื่อรอใช้สิทธิในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่เริ่มเปิดให้ใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน

“โครงการไทยช่วยไทย พลัส ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2569 นั้น เป็นโครงการที่เน้นช่วยปลายน้ำ คือผู้บริโภคและร้านค้าปลีก แต่ไม่ได้เชื่อมโยงไปช่วยลดต้นทุนให้ผู้ผลิตฝั่งต้นน้ำ ในระยะสั้น ผลตอบรับหรือเม็ดเงินที่จะเกิดขึ้นจะไม่เท่ากับช่วง “คนละครึ่ง” ส่วนหนึ่งเพราะรัฐบาลช่วย 60% ผู้บริโภค 40% ขณะเดิมคนละครึ่งจะเป็น 50:50 อีกทั้งเงินก็จำกัดอยู่ที่ 200 บาทต่อวัน จึงถูกใช้ไปกับการซื้ออาหารและเครื่องดื่มมากกว่า”

โครงการไทยช่วยไทย พลัส เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2569

ทั้งนี้ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกรุงศรีและหน่วยงานเศรษฐกิจประเมินว่า โครงการไทยช่วยไทย พลัสและการเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะช่วยเพิ่มตัวคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier) จะอยู่ที่ประมาณ 1.6 เท่า ฉีดเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ ราว 2 แสนล้านบาท ในช่วงเดือนมิ.ย.-ก.ย. (ซึ่งน้อยกว่าโครงการคนละครึ่ง ตัวคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier) จะอยู่ที่ประมาณ 2.1 เท่า) สามารถช่วยกระตุ้น GDP ได้ประมาณ 0.2 - 0.5% ถือเป็น “ออกซิเจน” ต่อลมหายใจให้ร้านค้ารายย่อยและโชห่วยที่กำลังขาดสภาพคล่อง

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในระยะสั้นคือ แนวโน้มการปรับราคาสินค้าในอีก 3 เดือนข้างหน้าหรือ (มิ.ย.-ส.ค. 2569) โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่คาดว่าจะทยอยปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นในเกือบทุกหมวดหมู่เนื่องจากแบกรับต้นทุนไม่ไหว โดยหมวดเครื่องดื่มและวัสดุก่อสร้าง 68% จะปรับราคาขึ้น หมวด FMCG (สินค้าอุปโภคบริโภค) 65% จะปรับราคาขึ้น หมวดของใช้ในครัวเรือน 63% จะปรับราคาขึ้น หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้า 58% จะปรับราคาขึ้น หมวดอาหาร 54% จะปรับราคาขึ้น

ด้านนายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ประเมินสถานการณ์เบื้องต้น พบว่ามาตรการไทยช่วยไทย พลัส อาจส่งผลให้กำลังซื้อบางส่วนกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ขณะที่ผู้ประกอบการในภาคส่วนอื่น ๆ โดยเฉพาะ กลุ่มร้านค้าและร้านอาหารขนาดกลาง ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีอย่างถูกต้อง รวมถึงร้านค้าปลีกสมัยใหม่อาจยังไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการอย่างทั่วถึง

สมาคมจึงขอเสนอให้ภาครัฐ พิจารณาออกมาตรการเสริมเฉพาะกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ หรือพิจารณาขยายสิทธิ์ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ในเฟสถัดไป เพื่อช่วยรักษาการจ้างงาน เสริมสภาพคล่องทางธุรกิจ และสนับสนุนให้กำลังซื้อหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจโดยรวม อย่างครอบคลุมและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

ณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย

“ผู้ประกอบการมีความหวังว่าไทยช่วยไทย พลัส จะมีส่วนช่วยประคองกำลังซื้อ บรรเทาค่าครองชีพได้ในระยะสั้น ทั้งนี้ผู้ประกอบการมีความกังวลว่าหลังสิ้นสุดโครงการ กำลังซื้ออาจกลับมาชะลอตัวอีกครั้ง ขณะที่ต้นทุนการดำเนินธุรกิจยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลสะท้อนของโครงการ ส่งผลกระทบต่อยอดขายของผู้ประกอบการขนาดกลาง โดยเฉพาะร้านอาหารที่อยู่ในระบบภาษีซึ่งมียอดขายลดลงประมาณ 30–50%”

นายณัฐ กล่าวอีกว่า สมาคมขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนและปรับปรุงเงื่อนไขของโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ในรอบถัดไป ดังนี้

1. ขยายสิทธิ์การเข้าร่วมโครงการ ควรพิจารณามาตรการเสริมแบบเจาะกลุ่ม หรือเปิดโอกาสให้ร้านค้าทุกขนาด รวมทั้งร้านที่จดทะเบียนในระบบภาษีถูกต้อง สามารถเข้าร่วมเป็นร้านค้ารับสิทธิ์ในโครงการได้ เพื่อกระจายเม็ดเงินให้หมุนเวียนไม่กระจุกตัวของการใช้จ่ายเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะร้านค้าโมเดิร์นเทรด ซึ่งมีสินค้าหลายรายการที่มาจากเอสเอ็มอี รวมทั้งให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ใช้จ่ายภายในโมเดิร์นเทรดได้

2. สร้างแรงจูงใจในการเข้าระบบภาษี การออกแบบมาตรการให้ร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีได้รับอานิสงส์จากมาตรการของรัฐ จะเป็นสัญญาณเชิงบวกและเป็นแรงจูงใจสำคัญให้ผู้ประกอบการรายย่อยหรือร้านค้าขนาดเล็ก กาiนำเทคโนโลยีและระบบ AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการธุรกิจ ทำให้เติบโตและก้าวเข้าสู่ระบบภาษีในอนาคต

3. รักษาสมดุลของการจ้างงาน การขยายสิทธิ์มาตรการ มีส่วนช่วยพยุงภาคธุรกิจขนาดกลางและธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีการจ้างงานรวมกันเป็นจำนวนมาก ให้สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ในช่วงที่กำลังซื้อของประชาชนโดยรวมยังคงอ่อนแอ

“หากรัฐบาลขยายขอบเขตการช่วยเหลือให้ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการในระบบภาษีในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งต่อไป จะเป็นการประคองทั้งธุรกิจฐานรากและธุรกิจที่ขับเคลื่อนโครงสร้างภาษีของประเทศให้รอดพ้นจากภาวะซบเซาไปด้วยกัน”