thansettakij
thansettakij
'กรมสรรพสามิต' ปรับเกณฑ์ราคาใหม่ ดันต้นทุนคราฟต์เบียร์พุ่ง 50%

'กรมสรรพสามิต' ปรับเกณฑ์ราคาใหม่ ดันต้นทุนคราฟต์เบียร์พุ่ง 50%

กรมสรรพสามิต ยํ้าปรับเกณฑ์สำรวจราคาและคำนวณ “ราคาฐานนิยม” ใหม่ หวังเพิ่มมาตรฐานจัดเก็บภาษี ลดดุลพินิจเจ้าหน้าที่ สะท้อนราคาตลาดจริง ผู้ประกอบการคราฟต์เบียร์ หวั่นกระทบหนักดันราคาสินค้า ซํ้าเติมรายย่อยให้แข่งขันยากขึ้น

KEY

POINTS

  • กรมสรรพสามิตปรับเกณฑ์การสำรวจ "ราคาขายปลีก" และ "ราคาฐานนิยม" ใหม่ โดยใช้ราคาจากช่องทางโมเดิร์นเทรดเป็นฐานอ้างอิงหลักในการคำนวณภาษี
  • เกณฑ์ใหม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตคราฟต์เบียร์รายย่อย ซึ่งมีต้นทุนสูงและช่องทางจำหน่ายจำกัด ทำให้ต้องเสียภาษีจากราคาขายปลีกที่สูงขึ้นตามไปด้วย
  • สมาคมคราฟต์เบียร์ประเมินว่าภาระภาษีต่อกระป๋องอาจเพิ่มขึ้นจากเดิมเกือบ 50% เนื่องจากต้องคำนวณจากราคาขายหน้าร้านที่สูงกว่าผู้ผลิตรายใหญ่
  • ผู้ประกอบการเรียกร้องให้รัฐบาลชะลอการบังคับใช้ประกาศ และทบทวนโครงสร้างภาษีให้เป็นธรรม โดยเสนอให้ใช้ระบบภาษีตามดีกรีแอลกอฮอล์เป็นหลัก

กรมสรรพสามิตปรับเกณฑ์ “สำรวจราคา-ราคาฐานนิยม” สินค้าสรรพสามิตใหม่ หวังยกระดับมาตรฐานจัดเก็บภาษี ลดดุลพินิจเจ้าหน้าที่ และเพิ่มความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มสุรา เบียร์ และคราฟต์เบียร์

หลังพบระบบเดิมอิงการสำรวจราคาจากร้านค้าหลากหลายประเภท ทำให้ราคาขายปลีกที่นำมาใช้เปรียบเทียบคลาดเคลื่อนจากตลาดจริง ขณะที่ประกาศใหม่มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา และเริ่มสำรวจราคาตามหลักเกณฑ์ใหม่ช่วง 1-10 เมษายน 2569

นายอาคม อ่วมสำอางค์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิชาการสรรพสามิต เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การออกประกาศกรมสรรพสามิตเรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการสำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูลราคาขายปลีกสินค้า การพิจารณาราคาฐานนิยมและสถานที่ขายสินค้านั้น เป็นการปรับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ “การสำรวจราคาขายปลีก” และ “การพิจารณาราคาฐานนิยม” สินค้าสรรพสามิต เพื่อให้การจัดเก็บภาษีตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับราคาจำหน่ายจริงในตลาดมากขึ้น

 

ทั้งนี้ กฎหมายสรรพสามิตกำหนดให้จัดเก็บภาษีจาก “ราคาขายปลีกแนะนำ” ที่ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นราคาที่ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า กำหนดเป็นราคาจำหน่ายต่อผู้บริโภค โดยผู้ประกอบการมีหน้าที่แจ้งราคาดังกล่าวต่อกรมสรรพสามิต เพื่อนำไปใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีก่อนนำสินค้าออกจากโรงงานหรือก่อนนำเข้าสินค้าเพื่อจำหน่าย

 

'กรมสรรพสามิต' ปรับเกณฑ์ราคาใหม่ ดันต้นทุนคราฟต์เบียร์พุ่ง 50%

 

อย่างไรก็ตาม หลังสินค้าวางจำหน่ายในตลาด กรมสรรพสามิต จะต้องมีการ “สำรวจราคาขายปลีกจริง” เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับราคาที่ผู้ประกอบการแจ้งไว้ ว่าสอดคล้องกับข้อเท็จจริงหรือไม่ โดยที่ผ่านมาใช้หลักเกณฑ์เดิมมาตั้งแต่ปี 2560 โดยประกาศฉบับใหม่มีการเปลี่ยนแปลง สำคัญ 2 ส่วน ได้แก่ “วิธีการสำรวจราคา” และ “วิธีการพิจารณาราคาฐานนิยม”

สำหรับการสำรวจราคา เดิมกำหนดให้เจ้าหน้าที่สรรพสามิตเป็นผู้ลงพื้นที่สำรวจเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งมีข้อจำกัดด้านบุคลากรและไม่สามารถสำรวจสินค้าได้ครบทุกประเภท โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่ได้วางจำหน่ายในวงกว้าง ส่งผลให้ข้อมูลราคาที่ได้อาจไม่ครอบคลุมตลาดทั้งหมด

ประกาศใหม่จึงเปิดให้ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าสามารถสมัครขึ้นทะเบียนเป็นผู้สำรวจราคาให้กรมสรรพสามิตได้โดยสมัครใจ ขณะเดียวกัน ยังให้ผู้ได้รับใบอนุญาตขายสุราและยาสูบ เช่น ร้านค้าปลีก มีหน้าที่ส่งข้อมูลราคาขายปลีกที่จำหน่ายจริงให้กรมสรรพสามิตเพิ่มเติม ส่งผลให้ระบบใหม่จะมีข้อมูลราคาจาก 3 แหล่ง ได้แก่ เจ้าหน้าที่สรรพสามิต ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า และผู้ค้าปลีก พร้อมพัฒนาแอปพลิเคชันรองรับการจัดเก็บข้อมูล เพื่อให้การสำรวจราคามีมาตรฐานเดียวกัน

 

'กรมสรรพสามิต' ปรับเกณฑ์ราคาใหม่ ดันต้นทุนคราฟต์เบียร์พุ่ง 50%

ส่วนหลักเกณฑ์การพิจารณา “ราคาฐานนิยม” เดิมใช้ราคาจากร้านค้าปลีกทุกประเภทมาคำนวณร่วมกัน ทั้งร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านโชห่วย และร้านอาหาร ซึ่งทำให้เกิดความเหลื่อมลํ้าของราคาในแต่ละช่องทาง เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่จำหน่ายในร้านอาหารมักมีราคาสูงกว่าร้านค้าทั่วไป เมื่อเจ้าหน้าที่สำรวจพบราคาสูงจากร้านอาหาร อาจทำให้ผู้ประกอบการถูกมองว่าแจ้งราคาขายปลีกตํ่ากว่าความเป็นจริง แม้ราคาที่แจ้งจะสอดคล้องกับราคาจำหน่ายในร้านค้าทั่วไปก็ตาม

 ดังนั้น หลักเกณฑ์ใหม่จึงกำหนดให้ใช้ราคาจาก “โมเดิร์นเทรด” เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ เป็นฐานอ้างอิงหลักในการพิจารณาราคาฐานนิยม โดยเรียงลำดับตามความน่าเชื่อถือของช่องทางจำหน่าย หากไม่มีจำหน่ายในโมเดิร์นเทรด จึงค่อยใช้ข้อมูลจากร้านค้าปลีกประเภทอื่น และใช้ร้านโชห่วยเป็นลำดับสุดท้าย

นายอาคม อธิบายเพิ่มเติมว่า แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ได้ “ราคากลางมาตรฐาน” ที่สะท้อนตลาดจริงมากขึ้น และลดปัญหาการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ส่วนกรณีหลักเกณฑ์ “95%” ที่ถูกพูดถึงในระบบภาษีสรรพสามิตนั้น ระบุว่าเป็นค่าความคลาดเคลื่อนจากการสำรวจราคาที่กฎหมายอนุญาตให้แตกต่างได้ไม่เกิน 5% เพื่อไม่ให้ผู้เสียภาษีถูกเอาเปรียบมากเกินไป โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าวยังคงอยู่ในกฎกระทรวงเดิม

ทั้งนี้ แม้ประกาศใหม่จะใช้กับสินค้าสรรพสามิตทุกประเภท แต่กลุ่มที่จะเห็นผลชัดเจนที่สุดคือ สุรา เบียร์ และเครื่องดื่มบางประเภท โดยเฉพาะ “คราฟต์เบียร์” ซึ่งที่ผ่านมาเผชิญปัญหาความแตกต่างของราคาจำหน่ายระหว่างร้านอาหารและร้านค้าปลีกทั่วไป ยกตัวอย่างเช่น คราฟต์เบียร์บางแบรนด์จำหน่ายในร้านอาหารในราคา 200-300 บาทต่อขวด แต่แจ้งราคาขายปลีกไว้เพียง 60-70 บาท ทำให้เกิดข้อโต้แย้งเรื่องการแจ้งราคาตํ่ากว่าความเป็นจริง

ภายใต้เกณฑ์ใหม่ หากสินค้าดังกล่าวมีจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตที่ราคาประมาณ 100 บาท ผู้ประกอบการก็สามารถใช้ราคาดังกล่าวเป็นฐานอ้างอิงในการแจ้งราคาขายปลีกได้ โดยไม่ต้องนำราคาจากร้านอาหารที่สูงกว่าเข้ามาคำนวณเป็นฐานภาษีโดยยํ้าว่า การปรับเกณฑ์ครั้งนี้ไม่ใช่การอุดช่องโหว่การเลี่ยงภาษี แต่เป็นการทำให้ระบบจัดเก็บภาษีมีมาตรฐาน โปร่งใส และลดปัญหาการตีความที่แตกต่างกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการและแจ้งราคาสินค้าได้ง่ายขึ้นในทางปฏิบัติ

ด้านนางสาวประภาวี เหมทัศน์ เลขาธิการสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟต์เบียร์ และโฆษกกรรมาธิการวิสามัญร่าง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า แม้กรมสรรพสามิตต้องการใช้มาตรการดังกล่าวเพื่อกำหนดมาตรฐานราคาภาษี และลดปัญหาการแจ้งราคาที่แตกต่างกันของผู้ประกอบการ แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่ “ฐานคิดภาษี” ซึ่งใช้ราคาขายปลีกมาเป็นตัวคำนวณภาษีกับผู้ผลิต ทั้งที่ผู้ผลิตไม่ได้เป็นผู้กำหนดราคาขายปลีกโดยตรง

 

นางสาวประภาวี เหมทัศน์ เลขาธิการสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟต์เบียร์ และโฆษกกรรมาธิการวิสามัญร่าง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

 

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการรายใหญ่มีข้อได้เปรียบจาก Economy of Scale และมีช่องทางจำหน่ายจำนวนมาก ทั้งร้านสะดวกซื้อและโมเดิร์นเทรดทั่วประเทศ ทำให้สามารถตั้งราคาขายปลีกในระดับตํ่าได้ขณะที่คราฟต์เบียร์รายเล็กมีต้นทุนสูงกว่า และจำหน่ายผ่านร้านเฉพาะทางหรือบาร์เป็นหลัก ส่งผลให้ราคาหน้าร้านสูงกว่าโดยธรรมชาติ และถูกนำไปใช้เป็นฐานคำนวณภาษีในอัตรา 22% ซึ่งเป็นอัตราคำนวณภาษีของเบียร์ตามที่กฎหมายกำหนด

 “สมาคมคัดค้านแนวทางดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐเปลี่ยนการคำนวณภาษีจาก ต้นทุนการผลิต มาเป็น ราคาขายปลีก ควบคู่กับการจัดเก็บภาษีตามดีกรีแอลกอฮอล์ โดยมองว่าโครงสร้างนี้สร้างภาระต่อผู้ผลิตรายเล็กอย่างชัดเจน แต่ที่ผ่านมาไม่ได้รับการแก้ไขจากภาครัฐ”

นางสาวประภาวี ตัวอย่างว่า เช่น เบียร์รายใหญ่ที่ขายราคา 50 บาทต่อกระป๋อง จะเสียภาษีจากราคาขายปลีกประมาณ 11 บาทต่อกระป๋อง ขณะที่คราฟต์เบียร์รายเล็กมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 60-80 บาทต่อกระป๋อง และราคาขายจริงเฉลี่ยราว 180 บาทต่อกระป๋อง เมื่อนำมาคิดภาษี 22% จะเสียภาษีราว 39.6 บาท ยังไม่รวมภาษีตามดีกรีแอลกอฮอล์อีกประมาณ 10 บาท ส่งผลให้ภาษีรวมอาจเพิ่มจากเดิมเฉลี่ย 35 บาท เป็นเกือบ 50 บาทต่อกระป๋อง

 “ประกาศล่าสุดของกรมสรรพสามิต ทำให้เจ้าหน้าที่จะเข้าไปตรวจสอบราคาขายจริงตามหน้าร้าน แทนการอ้างอิงราคาที่ผู้ประกอบการแจ้งเอง ซึ่งสมาคมมองว่าไม่ได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการคราฟต์เบียร์อย่างที่รัฐอ้าง แต่กลับเร่งให้รายเล็กอยู่ยากขึ้น”

พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงการคลังชะลอการบังคับใช้ประกาศดังกล่าว เพื่อเปิดเวทีหารือร่วมกับผู้ประกอบการ และทบทวนโครงสร้างภาษีใหม่ให้เป็นธรรมมากขึ้น โดยเสนอให้ใช้ระบบ Flat Rate หรือคิดภาษีตามดีกรีแอลกอฮอล์เป็นหลัก รวมถึงกำหนดอัตราภาษีพิเศษสำหรับโรงเบียร์ขนาดเล็กตามแนวทางที่หลายประเทศใช้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของรายย่อย

 “ภาษีที่เก็บจากผู้ผลิตรายเล็กทั้งหมดรวมกัน ยังไม่ถึง5% ของรายได้ภาษีทั้งระบบ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกลับรุนแรงต่อผู้ประกอบการรายย่อย”

 นางสาวประภาวีกล่าวอีกว่า สมาคมไม่เคยถูกเชิญเข้าหารือเกี่ยวกับประกาศฉบับนี้ แม้จะมีการประสานงานกับกรมสรรพสามิตมาโดยตลอดในประเด็นอื่น ๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมคราฟต์เบียร์ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม การปรับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ “การสำรวจราคาขายปลีก” และ “การพิจารณาราคาฐานนิยม” สินค้าสรรพสามิต โดยกรมสรรพสามิต ยังครอบคลุมไปถึงยาสูบ เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นเครื่องดื่มผงหรือเครื่องดื่มเข้มข้น นํ้าหอมหรือหัวนํ้าหอม แบตเตอรี่ หรือแบตเตอรี่รถยนต์หรือรถจักรยายนต์ และสินค้ารถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ด้วย