KEY
POINTS
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หากมองลึกลงไปในแผนลงทุนของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ จะพบว่าหนึ่งในหมากที่ถูกหยิบขึ้นมาใช้อย่างต่อเนื่องคือ “ธุรกิจร้านอาหาร” ไม่ใช่เพียงในฐานะธุรกิจบริการ แต่เป็นอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงตั้งแต่ซัพพลายเชน วัตถุดิบ การจ้างงาน ไปจนถึงซอฟต์พาวเวอร์ทางวัฒนธรรม
ภาพดังกล่าวยิ่งชัดขึ้น เมื่อสองกลุ่มทุนใหญ่ของไทยอย่าง เครือสหพัฒน์ และ เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป (CRG) เดินหน้าลงทุนร้านอาหารต่างชาติรายใหม่เกือบพร้อมกัน สะท้อนมุมมองเดียวกันว่า ตลาดร้านอาหารไทยยังไม่อิ่มตัว และยังเป็นพื้นที่ที่ “ทุน–แบรนด์–วัฒนธรรม” สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ในระยะยาว
ฝั่งเครือสหพัฒน์ เลือกเดินเกมด้วยความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ผ่านการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ Reins International บริษัทในเครือกลุ่ม Colowide ยักษ์ใหญ่ธุรกิจร้านอาหารจากประเทศญี่ปุ่น ภายใต้รูปแบบ Joint Venture (JV) เพื่อพัฒนาและขยายธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยอย่างเป็นระบบ
ล่าสุด เปิดตัวร้าน Yakiniku Gyukaku (กิวคาขุ) สาขาใหม่ ณ KINGSQUARE Community Mall ย่านพระราม 3 ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มจำนวนสาขา แต่เป็นการยกระดับแบรนด์ครั้งสำคัญ ทั้งในด้านเมนู ราคา และประสบการณ์ของผู้บริโภค
นายจักรกฤษณ์ สันติรัตนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สห โอชา จำกัด ในเครือสหพัฒน์ ระบุว่า ความร่วมมือกับกลุ่ม Colowide เป็นการต่อยอดพอร์ตอาหารของเครือสหพัฒน์ให้แข็งแรงขึ้น โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของพันธมิตรญี่ปุ่นด้านมาตรฐานร้านอาหารระดับโลก ควบคู่กับความเข้าใจตลาดไทย
ปัจจุบัน บริษัทร่วมทุนดังกล่าวดูแลร้านอาหารญี่ปุ่นหลัก 2 แบรนด์ คือ Gyukaku และ On Yasai Shabu Shabu ซึ่งดำเนินธุรกิจในไทยมากว่า 10 ปี และมีฐานลูกค้าเติบโตต่อเนื่อง การเปิดสาขาใหม่จึงเป็นการเข้าสู่ “เฟสใหม่” ของการขยายธุรกิจ มากกว่าการทดลองตลาด
ในเชิงกลยุทธ์ Gyukaku สาขาใหม่ถูกวางตำแหน่งให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคหลายกลุ่ม ตั้งแต่ระดับแมสไปจนถึงพรีเมียม ผ่านเมนูแบบคอร์ส ราคาเริ่มต้น 699 บาท ไปจนถึง 1,499 บาท พร้อมการนำเสนอวัตถุดิบอย่างเนื้อวากิวญี่ปุ่น และประสบการณ์การย่างแบบต้นตำรับ
ด้าน มร.โคตะ สุมิคาวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Reins International ระบุว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับธุรกิจอาหารญี่ปุ่น ทั้งจากกำลังซื้อ วัฒนธรรมการบริโภค และความเปิดรับแบรนด์ต่างชาติ
ความร่วมมือกับเครือสหพัฒน์ช่วยให้แบรนด์สามารถถ่ายทอดมาตรฐานจากญี่ปุ่นได้อย่างครบถ้วน ขณะเดียวกันก็ปรับให้เข้ากับรสนิยมและพฤติกรรมผู้บริโภคไทย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตในระยะยาว
ปัจจุบัน กลุ่ม Colowide มีเครือข่ายร้านอาหารมากกว่า 800 สาขาทั่วโลก การเลือกลงทุนเชิงลึกในไทย จึงสะท้อนว่าไทยยังเป็น “ฮับอาหาร” ที่ต่างชาติให้ความสำคัญ
ขณะที่ฝั่ง ซีอาร์จี เลือกเดินหมากด้วยการคว้าสิทธิ์ มาสเตอร์แฟรนไชส์ แบรนด์ Hanam BBQ ร้านปิ้งย่างเกาหลีระดับพรีเมียมจากเกาหลีใต้ เข้ามาเสริมพอร์ตอาหารของกลุ่มให้ครบทุกเซกเมนต์
นายณัฐ วงศ์พานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ซีอาร์จี มองว่า ตลาดอาหารเกาหลีและปิ้งย่างยังมีศักยภาพสูง แม้การแข่งขันจะรุนแรง แต่พฤติกรรมผู้บริโภคไทยยังเปิดรับแบรนด์ใหม่ โดยเฉพาะแบรนด์ที่มีภาพลักษณ์ต้นตำรับและมีเรื่องราว
Hanam BBQ เป็นแบรนด์ที่แข็งแรงในตลาดเกาหลีใต้ มีสาขาเกือบ 200 แห่ง และได้รับการจดจำในระดับสากลจากการปรากฏในซีรีส์เกาหลี ซึ่งช่วยหนุนภาพลักษณ์และการรับรู้ของแบรนด์ในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่
ซีอาร์จีวางแผนเปิดสาขาแรกในไทยช่วงกลางปี 2569 และขยายเฉลี่ยปีละ 2–3 สาขา ตั้งเป้ามีประมาณ 10 สาขาใน 3–5 ปี พร้อมสร้างมูลค่าแบรนด์กว่า 300 ล้านบาท
ข้อมูลภาพรวมตลาดร้านอาหารไทยปี 2568 มีมูลค่าราว 572,000 ล้านบาท โดยกลุ่มอาหารปิ้งย่างมีมูลค่าประมาณ 12,000 ล้านบาท ขณะที่อาหารเกาหลีมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท และเติบโตเฉลี่ย 5–7% ต่อปี
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าการลงทุนของสองค่ายใหญ่ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการอ่านเกมจากโครงสร้างตลาดที่ยังเปิดกว้าง โดยเฉพาะร้านอาหารต่างชาติที่ไม่ได้ขายแค่รสชาติ แต่ขาย “ประสบการณ์ วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์”
น่าสนใจว่า ในอีกด้านหนึ่ง “ร้านอาหาร” กำลังถูกพูดถึงในระดับนโยบายการเมืองมากขึ้น
พรรคเพื่อไทยขยายซอฟต์พาวเวอร์อาหารไทย ผ่านคนไทยทั่วโลก
พรรคเพื่อไทยเสนอแนวคิด สินเชื่อเพื่อคนไทยในต่างแดน เพื่อสนับสนุนธุรกิจของคนไทยทั่วโลก โดยเฉพาะร้านอาหารไทย ซึ่งถูกมองเป็นเครื่องมือสำคัญของซอฟต์พาวเวอร์และการทูตทางอาหาร ผ่านนโยบายสนับสนุนคนไทยในต่างแดน โดยมุ่งสร้างแหล่งเงินทุนและโอกาสทางธุรกิจให้กับคนไทยที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลก ครอบคลุมกิจการหลากหลายประเภท ตั้งแต่ร้านค้าไทย ค่ายมวย ร้านนวด ไปจนถึงร้านอาหารไทย ซึ่งถูกมองว่าเป็นด่านหน้าสำคัญของซอฟต์พาวเวอร์
แกนสำคัญของนโยบายดังกล่าว คือการมอง “คนไทย” เป็นตัวแทนทางวัฒนธรรม ที่สามารถเชื่อมโยงประเทศไทยกับสังคมโลกผ่านอาหารและรสชาติ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ยากจะลอกเลียนแบบ พรรคเพื่อไทยมองว่าร้านอาหารไทยในต่างประเทศไม่ได้ทำหน้าที่เพียงขายอาหาร แต่เป็นพื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราว วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ความเป็นไทยอย่างเป็นรูปธรรม
ในเชิงเศรษฐกิจ แนวคิดนี้สะท้อนการขยายกรอบการดูแลเศรษฐกิจจากในประเทศสู่ระดับโลก โดยใช้กิจการของคนไทยเป็นเครือข่ายทางเศรษฐกิจข้ามพรมแดน ซึ่งอาจช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งในด้านการค้า การท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ประเทศในระยะยาว
พรรคภูมิใจไทยยกระดับร้านอาหารไทย สร้างมาตรฐานสู่ตลาดโลก
พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาร้านอาหารไทยในฐานะหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเน้นการใช้มาตรฐาน Thai SELECT เป็นเครื่องมือหลักในการยกระดับคุณภาพและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับร้านอาหารไทยทั้งในและต่างประเทศ
นโยบายดังกล่าวมุ่งเน้นการรับรองเอกลักษณ์รสชาติ ความเป็นไทย และมาตรฐานการให้บริการ เพื่อสร้างการรับรู้แก่ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวว่า ร้านอาหารที่ได้รับสัญลักษณ์ Thai SELECT เป็นร้านที่ผ่านเกณฑ์คุณภาพที่รัฐรับรอง พร้อมต่อยอดด้วยการสนับสนุนด้านการตลาด การประชาสัมพันธ์ และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการ
ในช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 พรรคภูมิใจไทยมองว่าธุรกิจร้านอาหารและธุรกิจต่อเนื่อง จะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคบริการและการท่องเที่ยว นโยบายดังกล่าวจึงสะท้อนแนวคิดการใช้ “มาตรฐาน” และ “ความเป็นไทย” เป็นจุดแข็งในการแข่งขันบนเวทีสากล มากกว่าการขยายตัวเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว