KEY
POINTS
นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แม้ตัวเลขเงินเฟ้อของไทยจะปรับลดลงต่อเนื่องราว 8–9 เดือนที่ผ่านมา แต่ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น ตรงกันข้าม กลับเป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วง เพราะเงินเฟ้อที่ลดลงครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนว่าราคาสินค้าถูกลง หรือระบบเศรษฐกิจแข็งแรงขึ้น แต่เกิดจากกำลังซื้อของประชาชนที่ยังไม่ฟื้นตัว
การที่เงินเฟ้อลดลงในช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่ได้สะท้อนภาพเศรษฐกิจจริงในระดับฐานราก เนื่องจากประชาชนยังมีกำลังซื้อจำกัด ขณะที่ต้นทุนสำคัญของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะวัตถุดิบทางการเกษตร ยังอยู่ในระดับสูงและผันผวนตามฤดูกาล
ขณะเดียวกัน ต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซหุงต้ม (LPG) ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของร้านอาหาร กลับปรับเพิ่มขึ้นตามนโยบายด้านพลังงาน ส่งผลให้ต้นทุนผู้ประกอบการไม่ได้ลดลงตามตัวเลขเงินเฟ้อ และยังกระทบไปถึงภาคครัวเรือน เนื่องจากก๊าซถังขนาดเล็กเป็นพลังงานที่แทบทุกครัวเรือนยังต้องใช้อยู่
“เงินเฟ้อลด ไม่ได้แปลว่าของถูกลง แต่สะท้อนว่าคนไม่มีเงินจะจับจ่ายใช้สอย” โดยสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน
เศรษฐกิจไทยกำลังสวนทางกับหลายประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามที่เศรษฐกิจเติบโตเกือบ 8% ขณะที่ไทยยังเติบโตต่ำกว่า 2% ต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้ของคนไทยถดถอยลง เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกันภาระหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ทำให้กำลังซื้อไม่สามารถกลับมาได้
สำหรับธุรกิจร้านอาหารประเมินว่าปีนี้ยังเป็นปีที่หนัก โดยคาดว่าการเติบโตของธุรกิจจะไม่เกิน 2–2.5% ใกล้เคียงกับปีก่อน และมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันมากขึ้นจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดและภาวะภัยแล้ง ซึ่งจะดันราคาวัตถุดิบทางการเกษตรปรับตัวสูงขึ้นอย่างน้อย 2–3 เท่า
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ผู้ประกอบการร้านอาหารจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด โดยเน้นควบคุมต้นทุนเป็นหลัก ทั้งการลดจำนวนเมนูให้เหลือเฉพาะเมนูหลัก เพื่อง่ายต่อการบริหารวัตถุดิบ ลดการสต็อกสินค้า และควบคุมต้นทุนแรงงาน หลังต้นทุนด้านประกันสังคมมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้หลายร้านชะลอการจ้างงานใหม่ และเลือกบริหารกำลังคนเท่าที่จำเป็น