ธุรกิจร้านอาหาร เผยเงินเฟ้อลด ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจดีขั้น เหตุกำลังซื้อทรุด ต้นทุนพุ่ง

12 ม.ค. 2569 | 07:12 น.
อัปเดตล่าสุด :12 ม.ค. 2569 | 10:08 น.

ผู้ประกอบร้านอาหาร เผยเงินเฟ้อไทยลดต่อเนื่อง 8–9 เดือน ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น กลับเป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วง จากกำลังซื้อของประชาชนที่ยังมีจำกัด เตือนต้นทุนพลังงาน–วัตถุดิบยังสูง ปีนี้เสี่ยงโตต่ำกว่า 2.5%

KEY

POINTS

  • เงินเฟ้อที่ลดลงไม่ได้สะท้อนว่าเศรษฐกิจดีขึ้น แต่เป็นผลมาจากกำลังซื้อของประชาชนที่อ่อนแอและยังไม่ฟื้นตัว
  • ผู้ประกอบการยังคงแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น สวนทางกับตัวเลขเงินเฟ้อ โดยเฉพาะราคาวัตถุดิบทางการเกษตรและพลังงาน (ก๊าซหุงต้ม)
  • ธุรกิจร้านอาหารได้รับผลกระทบหนัก ทำให้ต้องปรับตัวด้วยการควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด เช่น ลดจำนวนเมนู และชะลอการจ้างงานใหม่

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แม้ตัวเลขเงินเฟ้อของไทยจะปรับลดลงต่อเนื่องราว 8–9 เดือนที่ผ่านมา แต่ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น ตรงกันข้าม กลับเป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วง เพราะเงินเฟ้อที่ลดลงครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนว่าราคาสินค้าถูกลง หรือระบบเศรษฐกิจแข็งแรงขึ้น แต่เกิดจากกำลังซื้อของประชาชนที่ยังไม่ฟื้นตัว

การที่เงินเฟ้อลดลงในช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่ได้สะท้อนภาพเศรษฐกิจจริงในระดับฐานราก เนื่องจากประชาชนยังมีกำลังซื้อจำกัด ขณะที่ต้นทุนสำคัญของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะวัตถุดิบทางการเกษตร ยังอยู่ในระดับสูงและผันผวนตามฤดูกาล

ขณะเดียวกัน ต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซหุงต้ม (LPG) ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของร้านอาหาร กลับปรับเพิ่มขึ้นตามนโยบายด้านพลังงาน ส่งผลให้ต้นทุนผู้ประกอบการไม่ได้ลดลงตามตัวเลขเงินเฟ้อ และยังกระทบไปถึงภาคครัวเรือน เนื่องจากก๊าซถังขนาดเล็กเป็นพลังงานที่แทบทุกครัวเรือนยังต้องใช้อยู่

“เงินเฟ้อลด ไม่ได้แปลว่าของถูกลง แต่สะท้อนว่าคนไม่มีเงินจะจับจ่ายใช้สอย” โดยสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน

เศรษฐกิจไทยกำลังสวนทางกับหลายประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามที่เศรษฐกิจเติบโตเกือบ 8% ขณะที่ไทยยังเติบโตต่ำกว่า 2% ต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้ของคนไทยถดถอยลง เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกันภาระหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ทำให้กำลังซื้อไม่สามารถกลับมาได้

สำหรับธุรกิจร้านอาหารประเมินว่าปีนี้ยังเป็นปีที่หนัก โดยคาดว่าการเติบโตของธุรกิจจะไม่เกิน 2–2.5% ใกล้เคียงกับปีก่อน และมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันมากขึ้นจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดและภาวะภัยแล้ง ซึ่งจะดันราคาวัตถุดิบทางการเกษตรปรับตัวสูงขึ้นอย่างน้อย 2–3 เท่า

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ผู้ประกอบการร้านอาหารจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด โดยเน้นควบคุมต้นทุนเป็นหลัก ทั้งการลดจำนวนเมนูให้เหลือเฉพาะเมนูหลัก เพื่อง่ายต่อการบริหารวัตถุดิบ ลดการสต็อกสินค้า และควบคุมต้นทุนแรงงาน หลังต้นทุนด้านประกันสังคมมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้หลายร้านชะลอการจ้างงานใหม่ และเลือกบริหารกำลังคนเท่าที่จำเป็น