ทูตพาณิชย์อัปเดต หลังสหรัฐฯ สั่งแบนอาหารทะเลเวียดนาม เซ่นพิษกฎหมาย MMPA

11 ม.ค. 2569 | 07:49 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ม.ค. 2569 | 07:50 น.

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ (สคต.) อัปเดตเวียดนาม หลังโดนสหรัฐฯ สั่งแบนอาหารทะเล เซ่นพิษกฎหมาย MMPA

KEY

POINTS

  • สหรัฐฯ ระงับการนำเข้าสินค้าประมงจาก 12 แหล่งของเวียดนาม ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 69 เนื่องจากไม่ผ่านมาตรฐานกฎหมายคุ้มครองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล (MMPA)
  • มาตรการดังกล่าวสร้างโอกาสให้ผู้ส่งออกไทยสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดอาหารทะเลในสหรัฐฯ เพื่อทดแทนสินค้าจากเวียดนาม โดยเฉพาะกลุ่มปลาทูน่า ปลาหมึก และปู
  • ผู้ประกอบการไทยต้องเฝ้าระวังกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น และเตรียมพร้อมด้านเอกสารและการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อรักษาการเข้าถึงตลาด
  • เหตุการณ์นี้สะท้อนแนวโน้มการค้าโลกที่ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การแข่งขันด้านมาตรฐานและความยั่งยืน

การส่งออกสินค้าประมงจากแหล่งประมงของเวียดนาม (Vietnamese fisheries) จำนวน 12 แหล่ง ถูกระงับการนำเข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ภายหลังสำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (National Oceanic and Atmospheric Administration: NOAA) มีมติไม่ให้การรับรองความเทียบเท่าด้านกฎระเบียบ (comparability findings) ตามข้อกำหนดของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล (Marine Mammal Protection Act: MMPA)

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ (สคต.)  ได้วิเคราะห์อย่างน่าสนใจระบุว่า การที่สหรัฐอเมริการะงับการนำเข้าสินค้าประมงจากแหล่งประมงของเวียดนาม จำนวน 12 แหล่ง ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล (MMPA) ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการแข่งขันในตลาดอาหารทะเลสหรัฐอเมริกาอย่างมีนัยสำคัญ โดยในระยะสั้น มาตรการดังกล่าวอาจทำให้ปริมาณสินค้าประมงบางประเภทในตลาดลดลง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่เวียดนามมีบทบาทเป็นผู้ส่งออกรายสำคัญในตลาดโลก

เช่น ปลาทูน่า ปลาหมึก และปู ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกรายอื่นในภูมิภาค รวมถึงไทย สามารถขยายส่วนแบ่งตลาดได้ อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวยังสะท้อนแนวโน้มที่มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนกำลังถูกยกระดับเป็นเงื่อนไขเชิงโครงสร้างของการค้า มากกว่าการเป็นเพียงมาตรการด้านเทคนิคเฉพาะกรณี

สำหรับผู้ประกอบการไทยในประเทศ มาตรการของสหรัฐฯ ถือเป็นทั้งโอกาสและสัญญาณเชิงนโยบายที่มีนัยสำคัญ โดยในด้านโอกาส ไทยสามารถใช้ความได้เปรียบด้านระบบกำกับดูแลประมง การติดตามตรวจสอบ และการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้นำเข้าในตลาดสหรัฐอเมริกา และขยายการส่งออกในกลุ่มสินค้าที่มีความต้องการทดแทนสินค้าจากเวียดนาม

อย่างไรก็ดี ในเชิงความเสี่ยง ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเฝ้าระวังการบังคับใช้กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้าที่มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น รวมถึงการจัดทำเอกสารกำกับ เช่น หนังสือรับรองการยอมรับเพื่อการนำเข้า (Certificate of Admissibility: COA) และการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านการเข้าถึงตลาดในอนาคต

ขณะเดียวกัน สำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีการลงทุนหรือดำเนินธุรกิจในเวียดนาม มาตรการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อแผนการผลิตและการส่งออกในระยะสั้น แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าไปมีบทบาทในการถ่ายทอดเทคโนโลยี มาตรฐานการจัดการ และแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืน เพื่อสนับสนุนการยกระดับแหล่งประมงของเวียดนามให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ MMPA ในระยะกลางถึงระยะยาว ทั้งนี้ ในมุมมองเชิงนโยบาย เหตุการณ์ดังกล่าวตอกย้ำความจำเป็นที่ผู้ประกอบการไทยควรปรับกลยุทธ์จากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การแข่งขันบนฐานมาตรฐาน ความยั่งยืน และความสอดคล้องกับกติกาการค้าโลก ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคประมงไทยในตลาดหลักต่อไปในอนาคต