KEY
POINTS
วันนี้ (8 มกราคม 2569) ตามเวลาท้องถิ่น เมืองมุมไบ สาธารณรัฐอินเดีย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจไทย–อินเดีย ณ โรงแรม St. Regis เมืองมุมไบ โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วม ว่า เล็งเห็นอินเดียมีพัฒนาการ ความก้าวหน้า และโอกาสทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนถึงเศรษฐกิจอินเดียที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งภายใต้นโยบายเศรษฐกิจที่มั่นคง และได้รับการยอมรับจากประชาคมโลก
นางศุภจี กล่าวว่า ไทยและอินเดียเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตทางทะเลติดต่อกันในทะเลอันดามัน ความสัมพันธ์ระหว่างกันจึงควรถูกมองในฐานะฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคที่เชื่อมโยงถึงกัน
โดยทั้งสองประเทศมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่เกื้อกูลกัน ไทยนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมจากอินเดีย อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ วัตถุดิบทางเภสัชกรรม ชา และเครื่องเทศ
ขณะเดียวกัน วัตถุดิบสำคัญจากไทยก็ถูกนำไปแปรรูปต่อ เพิ่มมูลค่า และสร้างการจ้างงานในอินเดีย
"ในปีที่ผ่านมา มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอินเดียอยู่ที่ประมาณ 1.65 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยราวร้อยละ 15 ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยไทยเป็นหนึ่งใน 5 แหล่งสำคัญของสินค้าขั้นกลางสำหรับอุตสาหกรรมอินเดีย
โดยเฉพาะยางพาราและน้ำมันปาล์ม ขณะที่การส่งออกส่วนผสมอาหาร และอาหารสัตว์เลี้ยงจากไทยไปอินเดียก็ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ" นางศุภจีกล่าว
นอกจากนี้ ทิศทางการเติบโตใหม่ของภาคอุตสาหกรรมไทยมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของอินเดีย อาทิ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เทคโนโลยี AI การค้าดิจิทัล อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง รวมถึงการพัฒนาไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพ (Medical Hub) ซึ่งสามารถต่อยอดความร่วมมือและเติมเต็มซึ่งกันและกันได้
สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้นำผู้ประกอบการไทย 17 ราย ในกลุ่มวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ วัสดุก่อสร้างจากยางพารา ผลิตภัณฑ์ไม้สำหรับปูพื้น ผนัง และประตู เคหะสิ่งทอ พลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงอุปกรณ์และระบบด้านสุขภาพ เข้าร่วมเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการอินเดียกว่า 50 ราย ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคม CREDAI, Maharashtra Chamber of Housing Industry (CREDAI-MCHI) และสมาพันธ์อุตสาหกรรมแห่งอินเดีย (Confederation of Indian Industry: CII)
นางศุภจี ระบุว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ทั้งสองประเทศไม่อาจมองข้ามคือ ความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นสิ่งที่ทุกภาคอุตสาหกรรมต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง เพื่อคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต การจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจในครั้งนี้จึงเป็นการเริ่มต้นปีด้วยความร่วมมือที่สำคัญ และเป็นการต่อยอดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย–อินเดียให้เติบโตอย่างยั่งยืน
"หากต้องการไปให้ไกลและไปให้เร็ว เราจำเป็นต้องจับมือเดินไปด้วยกัน อินเดียคือหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของไทย และการเติบโตของเราจะต้องเป็นการเติบโตร่วมกันบนพื้นฐานของผลประโยชน์ที่เกื้อกูลระหว่างกันและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน" นางศุภจีกล่าว