KEY
POINTS
ท่ามกลางตัวเลขเงินเฟ้อที่ยังติดลบต่อเนื่อง ล่าสุดเดือนธันวาคม 2568 ลดลง 0.28% เป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกัน และมีการคาดการณ์ว่าไตรมาสแรกของปี 2569 อาจยังอยู่ในแดนลบ คำถามสำคัญที่เริ่มดังขึ้นในแวดวงเศรษฐกิจคือ ภาวะเงินเฟ้อต่ำยาวนานเช่นนี้ กำลังส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าใกล้ “เงินฝืด” หรือไม่
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า ตัวเลขเงินเฟ้อติดลบที่ยืดเยื้อ ไม่ใช่สัญญาณเชิงบวกของระบบเศรษฐกิจ หากแต่สะท้อนความไม่มั่นใจและกำลังซื้อที่อ่อนแรงลงอย่างชัดเจน
“เงินเฟ้อติดลบในระยะสั้นอาจช่วยลดค่าครองชีพ แต่ถ้าติดลบนาน ๆ นั่นหมายความว่าความต้องการสินค้าและบริการในระบบลดลง คนไม่กล้าใช้เงิน ผู้ประกอบการขายไม่ได้ เศรษฐกิจก็จะยิ่งชะลอตัว”
นายแสงชัยชี้ว่า ตลอดปี 2568 เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ตั้งแต่ภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหว มหาอุทกภัยในหลายภูมิภาค ไปจนถึงปัจจัยภายนอกอย่างกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และการแข่งขันจากธุรกิจต่างชาติ รวมถึงปัญหา “ทุนเทา” ที่เข้ามาบิดเบือนกลไกตลาด ขณะเดียวกัน ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างหนี้ครัวเรือน หนี้เสีย หนี้นอกระบบ และการเข้าถึงแหล่งทุนของเกษตรกรและเอสเอ็มอี ยังคงเป็นแผลลึกในระบบเศรษฐกิจ
“ไม่ใช่แค่เอสเอ็มอีหรือเกษตรกร แม้แต่ข้าราชการ ลูกจ้าง และแรงงานก็เริ่มตึงมือ รายได้ไม่พอรายจ่าย เงินในมือไม่มี ไม่พอ และไม่กล้าใช้ นี่คือสัญญาณของเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวอย่างแท้จริง”
แม้มาตรการ คนละครึ่งพลัส ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา จะช่วยพยุงกำลังซื้อและสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้ในระดับหนึ่ง แต่แสงชัยมองว่า เป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น ไม่สามารถรักษาโมเมนตัมเศรษฐกิจได้ในระยะยาว หากไม่จัดการโครงสร้างหนี้และต้นทุนการดำเนินธุรกิจอย่างจริงจัง
“ถ้าเศรษฐกิจชะลอมากกว่านี้ จะเริ่มเห็นการปิดกิจการ การลดการจ้างงาน และความเสี่ยงของวิกฤตหนี้ซ้ำซ้อน ซึ่งจะกระทบเป็นลูกโซ่ทั้งระบบนิเวศเศรษฐกิจ”
สำหรับทางออก นายแสงชัยเสนอว่า รัฐจำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างควบคู่ไปกับมาตรการระยะสั้น ทั้งการลดค่าครองชีพ ลดต้นทุนผู้ประกอบการ จัดมหกรรมลดราคาสินค้า กระตุ้นการส่งออกทั้งตลาดเดิมและตลาดใหม่ รวมถึงยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ การส่งเสริมการท่องเที่ยวคุณภาพสูง การบริหารความเสี่ยงค่าเงินบาท การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด โลจิสติกส์ และระบบขนส่ง รวมถึงการบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น
“ความเชื่อมั่นคือหัวใจ ถ้านักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติรู้สึกว่าระบบโปร่งใส การค้าและการลงทุนสะดวกรวดเร็ว ไม่มีคอร์รัปชัน ประเทศก็จะมีเครดิตในสายตาโลก และเศรษฐกิจจะเดินต่อได้”
นายแสงชัยทิ้งท้ายว่า เงินเฟ้อติดลบไม่ควรถูกมองแยกเดี่ยวจากบริบทเศรษฐกิจโดยรวม หากปล่อยให้ความอ่อนแรงสะสมต่อเนื่อง โดยไม่เร่งฟื้นความเชื่อมั่นและกำลังซื้อ โอกาสที่เศรษฐกิจจะไหลเข้าสู่ภาวะเงินฝืดย่อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว