'ธนวรรธน์' รับไทยเข้าสู่ภาวะ 'เงินฝืดทางเทคนิค' เต็มตัว แต่ยังไม่วิกฤต

08 ม.ค. 2569 | 06:55 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ม.ค. 2569 | 07:30 น.

'ธนวรรธน์' ชี้เงินเฟ้อติดลบ 9 เดือน ดันไทยเข้าส่ภาวะ 'เงินฝืดทางเทคนิค' แต่ยังไม่วิกฤต เหตุ GDP ยังบวก หวั่นไทยเสี่ยงติดกับดักโตต่ำ กำลังซื้อหด ธุรกิจชะงัก เสี่ยงติดกับดักความยากจนในระยะยาว

KEY

POINTS

  • ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะเงินฝืดทางเทคนิคอย่างเป็นทางการ หลังอัตราเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่อง 9 เดือน โดยมีสาเหตุหลักจากต้นทุนด้านพลังงานและราคาพืชผลเกษตรที่ลดต่ำลง
  • สถานการณ์ดังกล่าวยังไม่ถือเป็นวิกฤต เนื่องจากเศรษฐกิจ (GDP) ยังคงขยายตัวเป็นบวก และเงินเฟ้อพื้นฐานยังไม่ติดลบ ซึ่งสะท้อนว่ากำลังซื้อยังไม่หดตัวรุนแรง
  • ความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่ภาวะเงินฝืด แต่คืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้ประเทศติดอยู่ใน "กับดักความยากจน" และเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะงักงันในระยะยาว

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากสถานการณ์อัตราเงินเฟ้อที่ติดลบต่อเนื่อง 9 เดือนทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะ "เงินฝืดทางเทคนิค" อย่างเต็มตัวตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่กำหนดเกณฑ์ราคาสินค้าลดลงต่อเนื่องเกิน 6 เดือน โดยสาเหตุหลักของเงินฝืดในครั้งนี้มาจากต้นทุนการผลิตที่ลดลง โดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและราคาพืชผลทางการเกษตรที่อยู่ในระดับต่ำ 

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่หักปัจจัยราคาพลังงานและอาหารสดออก พบว่าตัวเลขยังคงเป็นบวก ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อที่แท้จริงยังไม่เข้าขั้นวิกฤต

ขณะเดียวความแตกต่างระหว่าง เงินฝืดที่เป็นอันตราย และ เงินฝืดทางเทคนิค ในสถานการณ์ปัจจุบัน เห็นว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยยังคงมีการขยายตัวในสถานะบวก แม้จะเป็นการเติบโตในอัตราที่ต่ำกว่าศักยภาพ 

แต่ตามทฤษฎี หากภาวะเงินฝืดเกิดขึ้นพร้อมกับ GDP ที่ติดลบ จะนำไปสู่ "วงจรเงินฝืด" ซึ่งผู้บริโภคจะชะลอการตัดสินใจซื้อเพื่อรอราคาสินค้าที่ต่ำลงในอนาคต ส่งผลให้ภาคธุรกิจขาดรายลด ปลดพนักงาน และนำไปสู่เศรษฐกิจถดถอยรุนแรง

กับดักความยากจน-เศรษฐกิจโตต่ำ

ทั้งนี้ ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในเชิงมหภาคไม่ใช่ตัวเลขเงินฝืดที่ติดลบ แต่คือ อัตราการเติบโตที่ต่ำต่อเนื่อง หากรัฐบาลและธนาคารกลางไม่สามารถบริหารจัดการให้นโยบายการเงินและนโยบายการคลังสอดประสานกันเพื่อกระตุ้นให้เงินเฟ้อกลับสู่กรอบเป้าหมาย ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะติดอยู่ในกับดักความยากจน และสภาวะเศรษฐกิจชะงักงันในระยะยาว

สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน เป็นการเติบโตท่ามกลางต้นทุนที่ต่ำลงและการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดภาคเอกชน ซึ่งภาคเอกชนไม่สามารถผลักดันภาระต้นทุนหรือกำไรส่วนเกินไปยังผู้บริโภคได้เนื่องจากสภาวะการแข่งขันสูงและกำลังซื้อที่เปราะบาง

อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อในปี 2569 จะพลิกกลับมาขยายตัวเป็นบวกที่ประมาณ 0.5% โดยได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวของราคาพืชผลทางการเกษตร ตามกลไกตลาดที่เกษตรกรจะลดปริมาณการเพาะปลูกลงเมื่อราคาสินค้าตกต่ำ ซึ่งจะทำให้อุปทานลดลงและราคาสินค้าดีดตัวกลับขึ้นตามธรรมชาติ

ทั้งนี้ สำหรับแนวโน้มดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) มองว่า มีปัจจัยอัตราเงินเฟ้อเป็นดัชนีชี้นำ โดยมีปัจจัยกดดันหลัก 2 เรื่องได้แก่

1. ภาวะอุปทานส่วนเกิน ผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจ ส่งผลให้เกิดการทุ่มตลาด (Dumping) สินค้าและวัตถุดิบเข้าสู่ตลาดโลกและตลาดภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย ทำให้ราคาวัตถุดิบนำเข้าและสินค้ากึ่งสำเร็จรูปมีราคาถูกลงอย่างผิดปกติ

2. นโยบายควบคุมราคาพลังงาน แม้ราคาน้ำมันโลกจะผันผวน แต่มาตรการภาครัฐในการควบคุมราคาพลังงานและค่าไฟฟ้ามีส่วนช่วยตรึงต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมไว้ไม่ให้พุ่งสูงขึ้น

"PPI จะยังคงมีแนวโน้มติดลบในช่วงไตรมาสแรกของปี และคาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาเป็นบวกได้ในช่วงครึ่งปีหลัง เมื่อระบบเศรษฐกิจโลกเริ่มปรับตัวเข้ากับสภาวะสงครามการค้าได้ดีขึ้นและคำสั่งซื้อ (Orders) จากต่างประเทศเริ่มกลับมาคงที่" นายธนวรรธน์ ระบุ