กนง. ประกาศเป้าหมายเงินเฟ้อ 1-3% ปี 2569 เสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย

06 ม.ค. 2569 | 09:13 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ม.ค. 2569 | 09:13 น.

กนง. ประกาศกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ 1-3% ปี 2569 เน้นการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยและรับมือกับปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ประธานคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ได้ลงนามออกประกาศแนวทางและเป้าหมายของนโยบายการเงินสำหรับปี 2569 เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569

โดยมีจุดประสงค์หลักในการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในช่วงเวลาที่สภาวะโลกมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง 

การกำหนดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อในปีนี้ที่ 1-3% นับเป็นการยึดกรอบเป้าหมายแบบยืดหยุ่น เพื่อรองรับปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นหลักพิงสำคัญในการรักษาเสถียรภาพด้านราคา ตลอดจนช่วยยึดเหนี่ยวความคาดหวังเงินเฟ้อในระยะปานกลางให้สอดคล้องกับเป้าหมาย

ประกาศดังกล่าวระบุว่า การดำเนินนโยบายการเงินในปี 2569 จะมุ่งเน้นการดูแลเสถียรภาพด้านราคาควบคู่ไปกับการขยายตัวของเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับศักยภาพ พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน ซึ่งจะดำเนินการภายใต้กรอบนโยบาย Flexible Inflation Targeting (FIT)

โดยใช้เครื่องมือเชิงนโยบายแบบผสมผสาน ทั้งการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และมาตรการทางการเงินเพื่อสนับสนุนการขยายสินเชื่อใหม่และแก้ปัญหาหนี้สินอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เห็นความจำเป็นในการประสานนโยบายการคลังและนโยบายการเงินให้สอดคล้องกัน เพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจในอนาคต

โดยจะมีการรายงานผลการดำเนินนโยบายการเงินทุกครึ่งปี พร้อมเผยแพร่ข้อมูลให้แก่สาธารณชนเพื่อความโปร่งใสและช่วยในการตัดสินใจเชิงนโยบาย

ในกรณีที่เงินเฟ้อเคลื่อนไหวออกนอกกรอบเป้าหมาย กนง. จะต้องมีการชี้แจงสาเหตุและแนวทางแก้ไขผ่านจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมรายงานความคืบหน้าทุก 6 เดือนจนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

กนง. ยังได้ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อในปี 2569 จะยังคงอยู่ในระดับต่ำ และมีแนวโน้มที่จะทยอยกลับเข้าสู่เป้าหมายระยะปานกลางในปี 2570 แต่ยังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงสำคัญ เช่น ราคาพลังงานโลกและการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว ที่อาจส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อในระยะยาว

การกำหนดเป้าหมายการเงินที่ยืดหยุ่นนี้ถือเป็นการตอบสนองต่อความท้าทายจากปัจจัยภายนอกที่อาจเกิดขึ้น และเป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ขณะที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงมุ่งมั่นดำเนินนโยบายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต