KEY
POINTS
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สำหรับอัตราการเงินเฟ้อปี 2569 คาดว่าจะอยู่ในช่วงร้อยละ 0.0 - 1.0 (ค่ากลางร้อยละ 0.5) โดยมีการแบ่งออกเป็นรายไตรมาส ซึ่งไตรมาสแรก คาดว่าเงินเฟ้อจะติดลบที่ 0.25% ขณะที่ไตรมาสที่สองเพิ่มขึ้น 0.46% ไตรมาสที่สามเพิ่มขึ้น 0.99% และไตรมาสที่สี่เพิ่มขึ้น 1.23%
สำหรับปัจจัยที่จะสนับสนุนให้เงินเฟ้อลดลง ในช่วงเดือนมกราคม ปี 2569 และไตรมาสแรกของปี 2569 มีรายละเอียดดังนี้
1. ราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกต่ำกว่าปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากกลุ่มประเทศ OPEC+ ปรับเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ปรับลดอัตราเงินสมทบกองทุนดีเซลลง ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับลดลดลง
2. ภาครัฐดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่า Ft งวดเดือนมกราคม - เมษายน 2569 มาอยู่ที่ 9:72 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่ากระแสไฟฟ้าลดลงเหลือ 3.88 บากต่อหน่วย
3. เงินบาทแข็งค่าทำให้ต้นทุนการนำเข้าลดลง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่มีสัดส่วนในตะกร้าเงินเฟ้อสูง
4. เศรษฐกิจขยายตัวในระดับต่ำ และยังไม่มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากอยู่ในช่วงเลือกตั้ง และรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่หลังช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569
ขณะที่ปัจจัยสนับสนุนให้เงินเฟ้อปรับสูงขึ้น ได้แก่
1. การฟื้นตัวของภาคการก่องเที่ยว ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าโดยสาร เครื่องบินมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
2. ราคาสินค้าเกษตรบางชนิดมีแนวโน้มสูงกว่าปีก่อนหน้า โดยเฉพาะราคาผักสดที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง 4 เดือนติดต่อกัน
อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อที่ดีควรเกิดจากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่ราคาสินค้าที่แพงขึ้นจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น ภัยธรรมชาติ หรือ ปัญหาด้านอุปทาน โดยกลไกสำคัญที่จะทำให้เงินเฟ้อขยับขึ้นอย่างมีคุณภาพ คือ การที่ประชาชนมีรายได้ในกระเป๋ามากขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ การเร่งใช้จ่ายภาครัฐ การลงทุนที่เพิ่มขึ้นและนำไปสู่การจ้างงาน รายได้เกษตรกรที่ดีขึ้นจากราคาสินค้าเกษตร รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว