KEY
POINTS
8 ม.ค. 2569 - ดร.ฉมาดนัย มากนวล ผู้อำนวยการฝ่าย Business Risk and Macro Research ธนาคารกรุงไทย กล่าวถึงสถานการณ์ เงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ที่ติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 และอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทยมาเป็นเวลานาน แต่หากยึดตามนิยามทางเศรษฐศาสตร์ยังไม่ถือว่าเป็นภาวะเงินฝืด เนื่องจากเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ซึ่งสะท้อนราคาสินค้าและบริการส่วนใหญ่ และมีน้ำหนักราว 60–70% ของตะกร้าเงินเฟ้อ ยังคงเป็นบวก โดยข้อมูลเดือนธันวาคมอยู่ที่ประมาณ 0.59–0.6% แสดงให้เห็นว่าสินค้าและบริการส่วนใหญ่ยังไม่ได้มีราคาลดลงเป็นวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือภาพรวมเงินเฟ้อไทยที่อยู่ในภาวะ 'เงินเฟ้อต่ำ' ต่อเนื่องยาวนาน และต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย (ต่ำกว่า 1%) มาเป็นเวลานาน ซึ่งสะท้อนความยากในการบริหารจัดการเชิงนโยบาย และทำให้โอกาสผลักเงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบมีแนวโน้มยาก
"ธนาคารแห่งประเทศไทยเองคาดว่าเงินเฟ้อเฉลี่ยปีนี้จะอยู่เพียงราว 0.3% ใกล้เคียงกับมุมมองของกรุงไทย นั่นหมายความว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มไม่เข้าเป้าอีกปี และอาจกลายเป็นปัญหาที่อยู่กับเศรษฐกิจไทยไปอีกระยะหนึ่ง"
กรณีที่มีการระบุว่าไทยอาจเข้าสู่ 'เงินฝืดทางเทคนิค' จากการที่ราคาสินค้าติดลบต่อเนื่องเกิน 6 เดือน โดยอ้างหลักการคล้าย Technical recession นั้น ดร.ฉมาดนัย มองว่าเป็นเพียงการตีความเชิงเทคนิค ไม่ใช่นิยามทางวิชาการที่ใช้กันทั่วไปในเศรษฐศาสตร์ เพราะการที่เงินเฟ้อติดลบต่อเนื่องยังไม่เพียงพอจะสรุปว่าเกิดภาวะเงินฝืดอย่างแท้จริง
สำหรับความรู้สึกของผู้บริโภคที่มองว่าของยังแพง ทั้งที่เงินเฟ้อติดลบ เป็นเพราะเงินเฟ้อวัด 'การเปลี่ยนแปลงของราคา' เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ไม่ได้วัด 'ระดับราคา' โดยตรง เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด ราคาสินค้าหลายรายการยังอยู่ในระดับสูง หลังจากเกิดปัญหา Disruption ฝั่งอุปทานและซัพพลายเชน ทำให้ราคาปรับขึ้นอย่างรวดเร็วและค้างอยู่ในระดับสูง แม้ต่อมาจะปรับลดลงหรือเปลี่ยนแปลงช้าลงก็ตาม
อีกปัจจัยสำคัญคืออำนาจซื้อ เมื่อรายได้ของประชาชนไม่เพิ่มขึ้นสอดคล้องกับราคาสินค้า ผู้บริโภคจึงรู้สึกว่ามีเงินเท่าเดิมแต่ซื้อของได้น้อยลง ทำให้ต้องระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ดร.ฉมาดนัยชี้ว่า ในบางกรณี เงินเฟ้อติดลบอาจไม่ได้สะท้อนว่าราคาสินค้าถูกลงมาก แต่สะท้อนว่าคนจำนวนมากไม่มีเงินเพียงพอจะใช้จ่ายเช่นเดิม
"ในฝั่งผู้ประกอบการ หากต้องลดราคาสินค้าเพื่อให้ขายได้ในสภาวะกำลังซื้ออ่อนแรง จะทำให้มาร์จิ้นและกำไรบางลง และผลกระทบดังกล่าวจะถูกส่งผ่านไปยังค่าแรงและเงินเดือนที่ปรับขึ้นได้จำกัด ซึ่งทำให้ปัญหาฝั่งรายได้ของแรงงานกลายเป็นประเด็นที่น่ากังวลมากขึ้น"
ดร.ฉมาดนัยระบุว่า แรงกดดันเงินเฟ้อต่ำของไทยไม่ได้มาจากปัจจัยภายในเพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยจากภายนอกเข้ามากระทบอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการไหลทะลักของสินค้าจีนเข้ามาตีตลาดในประเทศ และค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ราคาสินค้านำเข้าถูกลง ขณะเดียวกันเงินบาทแข็งยังทำให้รายได้จากการส่งออกลดลงเมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาท ส่งผลให้กำไรของผู้ส่งออกและภาคการผลิตลดลง
แม้ตัวเลขการส่งออกเชิงปริมาณอาจยังดูดี แต่ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) กลับลดลง สะท้อนว่าภาคการผลิตในประเทศอ่อนแรง และอาจมีความเสี่ยงจากการนำเข้าสินค้าแล้วส่งออกต่อหรือการสวมสิทธิ์ ซึ่งทำให้ตัวเลขส่งออกไม่ได้สะท้อนการผลิตจริงในประเทศ ภาพดังกล่าวส่งผลต่อการจ้างงาน ชั่วโมงทำงาน และโอกาสของแรงงานใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กจบใหม่ที่เข้าสู่ตลาดแรงงานได้ยากขึ้น
สำหรับทิศทางค่าเงินบาท ดร.ฉมาดนัยมองว่าปีนี้ยังมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง จากทั้งปัจจัยภายนอก เช่น แนวโน้มเงินดอลลาร์อ่อนค่า จากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะลดดอกเบี้ย รวมถึงความไม่เชื่อมั่นในเงินดอลลาร์ และกระแส de-dollarization และปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งสะท้อนผ่านความผิดปกติของกระแสเงินทุน โดยเฉพาะรายการ Error and Omissions ที่อาจเกี่ยวข้องกับแรงหนุนค่าเงินบาทในลักษณะ 'เงินปริศนา'
ดร.ฉมาดนัยระบุว่า จากการคาดการณ์เงินเฟ้อที่ยังไม่เข้าเป้า ทำให้นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่ายังมีโอกาสที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม แต่การตัดสินใจอาจต้องรอให้เห็นสัญญาณเศรษฐกิจที่ชัดเจน โดยเฉพาะการชะลอตัวของการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปี
ขณะที่นโยบายการคลังมีข้อจำกัดจากเพดานหนี้สาธารณะ ทำให้การใช้งบประมาณต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าและการกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ดร.ฉมาดนัยย้ำว่าทางออกที่ยั่งยืนที่สุดคือการจัดการปัญหาเชิงโครงสร้าง ตั้งแต่ความสามารถในการแข่งขัน ค่าเงินบาทที่แข็งผิดปกติ ไปจนถึงการรับมือกับแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก
"ปัญหาเศรษฐกิจไทยเหมือน ฝุ่นใต้พรม ที่สะสมมานาน และวันนี้มีฝุ่นจากภายนอกพัดเข้ามาเพิ่ม หากไม่เร่งแก้ไขอย่างจริงจัง เศรษฐกิจไทยอาจติดอยู่ในกับดักเงินเฟ้อต่ำและความเปราะบางเชิงโครงสร้างไปอีกระยะยาว"