thansettakij
thansettakij
“กอบศักดิ์” หนุนสร้างฐานรากแข็งแกร่ง ดันเศรษฐกิจไทยโตยั่งยืน

“กอบศักดิ์” หนุนสร้างฐานรากแข็งแกร่ง ดันเศรษฐกิจไทยโตยั่งยืน

16 ก.ค. 66 | 12:31 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ก.ค. 66 | 12:31 น.

“กอบศักดิ์” ชี้ระบบตลาดทุนยุคที่ผ่านมา สร้างความสำเร็จที่ไม่สำเร็จ สะสมปัญหา-เหลื่อมล้ำ-ไม่ยั่งยืน หนุนแนวคิดสร้างความแข็งแกร่งที่ฐานราก แก้ 3 ปัญหาชุมชนท้องถิ่น

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ และเลขานุการบริษัท ธนาคารกรุงเทพ (มหาชน) กล่าวในระหว่างการบรรยายหัวข้อ “ทิศทางเศรษฐกิจไทย การเงิน ตลาดทุนไทย ในมิติการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ส่วนหนึ่งของการอบรมโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวระดับสูง ประจำปี 2566 ว่า ระบบตลาดและทุนนิยมซึ่งเป็นแนวคิดหลักขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา แม้จะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในหลากหลายด้าน แต่ในเวลาเดียวกันก็ได้สร้างปัญหาไว้มากมาย

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ และเลขานุการบริษัท ธนาคารกรุงเทพ (มหาชน)

ทั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงว่าเป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน และยังไม่มีแนวทางแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้ง ยังสังเกตได้จากความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งของประชาชนในประเทศไทย เช่น ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา กลุ่มคนที่มีรายได้สูง 20% บน และกลุ่มคนรายได้ต่ำ 20% ล่าง มีความมั่งคั่งโดยเฉลี่ยเติบโตต่างกัน 10 เท่า

และมีการถือครองที่ดินแตกต่างกัน 300 เท่า หรือบัญชีเงินฝากที่มีมากกว่า 1 ล้านบาทขึ้นมีประมาณ 1 ล้านบัญชี คิดเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่า 1% จากทั้งหมด 110 ล้านบัญชี แต่บัญชีเหล่านี้มีสัดส่วนของเงินฝากมากกว่า 70% ของปริมาณเงินฝากทั้งหมด

“เราเคยคิดว่าเราพัฒนาจากข้างบนแล้วมันจะส่งไปถึงข้างล่างให้มันดีเอง แต่สิ่งที่เห็นในวันนี้มันสะท้อนว่าไม่ใช่ และยิ่งถ้าเราไม่เริ่มเปลี่ยนกันตั้งแต่วันนี้ อีก 20 ปีข้างหน้าจะอยู่กันยากมาก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราต้องพูดถึง “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” กันอย่างจริงจัง”

โดยแนวคิดที่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นการแก้ไขปัญหานี้ควรเริ่มสร้าง “ความแข็งแกร่งจากฐานราก” โดยต้องเข้าใจลงลึกถึงระดับชุมชนที่ต้องแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังใน 3 เรื่อง คือ

  1. ปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งคิดอัตราดอกเบี้ยสูงมากจนไม่มีทางจ่ายคืนเงินต้นได้หมด ทำให้คนที่เข้าไปสู่วงจรนี้ไม่สามารถหลุดออกมาได้ง่าย
  2. ปัญหาระบบคนกลาง ที่ครอบครองส่วนต่างมากเกินไปจนทำให้รายได้ไปถึงเกษตรกรที่เป็นผู้ผลิตเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
  3. ปัญหาการขาดแคลนความรู้และนวัตกรรมใหม่ที่จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้น

ทั้งนี้ แนวทางการแก้ไขปัญหาด้วยการสร้าง “ความแข็งแกร่งจากฐานราก” จึงควรสนับสนุนให้

  1. สร้างผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งและสามารถแนะนำให้ประชาชนเข้าใจ เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะการสร้างพื้นฐานการเก็บออม และสกัดปัญหาหนี้นอกระบบ
  2. การลดบทบาทของระบบคนกลาง เช่น การรวมกลุ่มของชุมชนเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง และขายสินค้าตรงไปที่ผู้บริโภค ซึ่งอาจนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น E-Commerce
  3. ควรสนับสนุนภาคเอกชนให้เข้ามาสนับสนุนชุมชนและภาคเกษตรโดยตรง มีแนวทางที่ชัดเจนและยั่งยืน เช่น การหาตลาดมารองรับกับสินค้าเกษตรโดยตรง ในราคาที่เหมาะสม และอาจส่งเสริมด้วยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อจูงใจให้เอกชนดำเนินการลักษณะนี้เพิ่มมากขึ้น เป็นต้น

ขณะเดียวกันภาครัฐควรเข้ามาช่วยลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและกฎหมายต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้การพัฒนาในมิติใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นเป็นสำคัญ มากกว่านโยบายหรือมาตรการแบบแจกเงินที่ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนถือเป็นโจทย์ให้กับรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะก้าวเข้ามาบริหารประเทศต่อไป