
เกทับนโยบายเศรษฐกิจ 6 พรรคใหญ่ ใช้เงินพุ่ง 8.4 ล้านล้าน
ประชานิยมสุดซอย ม.หอการค้าไทย ประเมินนโยบายเศรษฐกิจ 6 พรรคการเมืองใหญ่ คาดใช้เม็ดเงินรวมกว่า 8.45 ล้านล้านบาท ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นได้แค่ 0.4-2.3% เติมเงินดิจิทัลเพื่อไทยคาดใช้กว่า 5.5 แสนล้าน ด้านคลังกังวลต้องกู้เพิ่ม ดันหนี้สาธารณะพุ่ง
พรรคการเมืองดาหน้างัดไม้เด็ดออกมาหาเสียงกันแล้ว หลังยื่นสมัครชิงส.ส.ทั้งแบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อเลือกตั้งเสร็จสิ้น เปิดตัวเปิดหน้าผู้สมัครครบถ้วน จากนโยบายที่เสนอก่อนหน้าที่เรียกเสียงฮือฮา และกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามมาว่าแข่งกันด้วยประชานิยมยังไม่จบ ล่าสุดพรรคเพื่อไทยเปิดอีกนโยบาย “คิดใหญ่” ประกาศจะเติมเงินในกระเป๋าเงินดิจิทัลถึง 10,000 บาท ให้คนไทยทุกคนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป ปลุกกระแสพรรคคู่แข่งที่ออกมาแสดงความเห็นและคิดค้นนโยบายที่ประชานิยมกว่ามาสู้
รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ล่าสุด กองวิจัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับตน (ในฐานะที่ปรึกษาโครงการวิจัยฯ) ได้ประเมินเม็ดเงินนโยบายเศรษฐกิจพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงกันอยู่ในขณะนี้ว่าจะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมใดบ้าง
ในการประเมินครั้งนี้ วิเคราะห์เฉพาะพรรคการเมือง 6 พรรคใหญ่ ได้แก่ ประชาธิปัตย์ ก้าวไกล ภูมิใจไทย เพื่อไทย รวมไทยสร้างชาติ และพลังประชารัฐ ใน 6 นโยบายเศรษฐกิจได้แก่ การขึ้นค่าแรง, เพิ่มอำนาจซื้อประชาชน, อุดหนุนเกษตรกร,เพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรม และ SMEs, กระตุ้นเศรษฐกิจ และด้านพลังงาน (นับนโยบายถึงวันที่ 15 มี.ค. 2566 +นโยบายเติมเงินในกระเป๋าเงินดิจิทัลของพรรคเพื่อไทย 5 เม.ย. 2566)
- ใช้เม็ดเงินรวมกว่า 8.4 ล้านล้าน
ทั้งนี้ได้ข้อสรุปผลการประเมินทั้ง 6 พรรค คาดจะใช้เม็ดเงินตามนโยบายเศรษฐกิจรวมกันกว่า 8.45 ล้านล้านบาท โดยพรรคเพื่อไทยใช้เม็ดเงินมากสุดประมาณ 2.96 ล้านล้านบาท (รวมนโยบายเติมเงินในกระเป๋าเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาทแล้ว คิดที่คนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไปที่ 55 ล้านคนจะใช้เม็ดเงิน 5.5 แสนล้านบาท) โดยเม็ดเงินส่วนใหญ่จะใช้ในการขึ้นค่าแรงเป็น 600 บาทต่อวันคิดเป็นเงิน 2.41 ล้านล้านบาท
รองลงมาคือพรรคก้าวไกล ใช้เม็ดเงินรวม 1.95 ล้านล้านบาท พรรคพลังประชารัฐ 1.57 ล้านล้านบาท พรรคประชาธิปัตย์ 8.27 แสนล้านบาท พรรคภูมิใจไทย 7.85 แสนล้านบาท และพรรครวมไทยสร้างชาติ 3.58 แสนล้านบาท (ดูกราฟิกประกอบ)
- ที่มาตัวเลข 6 นโยบาย 6 พรรค
สำหรับในการประเมินครั้งนี้ แยกที่มาของเม็ดเงินออกเป็น 2 ส่วนคือ จากงบประมาณประเทศ กับไม่ใช่งบประมาณ คือนโยบาย“ขึ้นค่าจ้างแรงงาน” ที่ปัจจุบันจำนวนแรงงานมีมากกว่า 6 ล้านคน ซึ่งเป็นแรงงานที่มีวุฒิการศึกษาตํ่ากว่ามัธยมตอนปลาย และแรงงานจากเด็กจบใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกราว 4-5 แสนคนในแต่ละปี คิดจากค่าแรงต่อวันอยู่ระหว่าง 400-600 บาท และการขึ้นเงินเดือนวุฒิปริญญาตรีระหว่าง 20,000-25,000 บาทต่อเดือนตามนโยบายหาเสียง
ส่วน “การเพิ่มอำนาจซื้อประชาชน” มี 2 รูปแบบ คือ ให้เงินอุดหนุนโดยตรงแก่กลุ่มที่ด้อยโอกาสทางสังคม ซึ่งจำนวนเงินจะอยู่ในช่วง 600 - 5,000 บาทต่อเดือน และการให้เงินอุดหนุนทางอ้อมแก่กลุ่มประชาชนทั่วไปในการบริโภค และท่องเที่ยว โดยจะมีส่วนลดค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 40% -50% ต่อครั้งในการใช้จ่าย
“อุดหนุนเกษตรกร” 1. ด้านราคาและรายได้ เน้นไปที่การประกันราคาสินค้าเกษตร 2.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 3. ช่วยลดต้นทุนปัจจัยทางการผลิต เพื่อให้เกษตรกรมีกำไรมากขึ้น “เพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรม และ SMEs” 1.สนับสนุนด้านเงินทุนและลดภาระหนี้สิน 2.นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการพัฒนาทักษะและยกความสามารถของทั้งแรงงานและผู้ประกอบการแก่ SMEs เพื่อให้มีความสามารถในการผลิตดีขึ้น และมีความสามารถในการแข่งขันกับตลาดได้
“กระตุ้นเศรษฐกิจ” 1.จัดสรรงบประมาณเข้าสู่ชุมชน ในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน เพื่อพัฒนาชุมชนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ และสังคม ทำให้เกิดรายได้ และการจ้างงานที่มากขึ้น 2.พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในชุมชน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและเม็ดเงินจากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการในชุมชนมีรายได้มากขึ้น สามารถเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัว 3.ลดภาระค่าใช้จ่ายที่สูง และพักหนี้แก่ประชาชน
“พลังงาน” 1.ลดราคาพลังงาน คือ การลดอัตราค่าไฟฟ้า และการตรึงราคานํ้ามัน เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายภาคเอกชนและครัวเรือน และ 2.สนับสนุนพลังงานทางเลือก
“จากการประเมินเบื้องต้น หากใช้เงินข้างต้นของทุกพรรคการเมืองจะทำให้ GDP เพิ่มขึ้นระหว่าง 0.4-2.3% กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์คือ อาหารและเครื่องดื่ม เชื้อเพลิง เสื้อผ้า รถยนต์ อุปกรณ์สื่อสาร และเครื่องใช้สำนักงาน เป็นต้น ส่วนนโยบายการขึ้นค่าจ้าง/ค่าแรง ระหว่าง 400-600 บาทต่อวันพบว่า จะทำให้ GDP ไทยลดลง -1.6% ถึง - 6% จากเงินส่วนนี้นายจ้างหรือภาคธุรกิจจะเป็นผู้จ่ายทำให้เพิ่มต้นทุน”รศ.ดร.อัทธ์ กล่าว
- กังวลแบกภาระการคลังเพิ่ม
ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่าการหาเสียงของพรรค การเมืองกำลังสร้างความกังวลต่อภาระการคลังของประเทศ เพราะกว่า 90% ของการหาเสียงมุ่งไปที่การใช้จ่ายเงิน แถมยังไม่ได้บอกด้วยว่า เงินที่จะนำมาใช้ในนโยบายต่างๆ นั้น จะมาจากทางไหน ทั้งๆ ที่กฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า จะต้องระบุแหล่งที่มาของเงินด้วยว่าจะมีช่องทางหารายได้จากแหล่งไหนบ้าง
ทั้งนี้หากพิจารณาจากกรอบวงเงินงบประมาณ ปี 2567 วงเงิน 3.35 ล้านล้านบาทนั้นเป็นรายจ่ายประจำไปแล้ว 2.51 ล้านล้านบาท หรือกว่า 74.89% ของวงเงินงบประมาณรวม นอกจากนั้นยังจะถูกผูกมัดด้วยรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง รายจ่ายลงทุนและรายจ่ายชำระคืนเงินต้น
ขณะที่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง กำหนดไว้ชัดเจนว่า การจัดทำงบประมาณจะต้องมีรายจ่ายงบกลางรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นต้องอยู่ระหว่าง 2.0-3.5% งบประมาณชำระคืนต้นเงินกู้ต้องอยู่ระหว่าง 2.5-3.5% สัดส่วนการก่อหนี้ผูกพันงบประมาณรายจ่ายข้ามปีไม่เกิน 10% สัดส่วนการก่อหนี้ผูกพันเกินกว่าหรือนอกเหนือจากที่กำหนดในงบประมาณรายจ่ายไม่เกิน 5% และอัตราการชดเชยค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้ของหน่วยงานของรัฐในการดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายต้องมียอดคงค้างรวมกันไม่เกิน 30% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี
- หนี้สาธารณะไทย 10.7ล้านล้าน
ดังนั้นจะเหลือวงเงินที่จะนำมาใช้เพิ่มเติมในนโยบายหาเสียงได้น้อยมาก ยกเว้นว่าจะเป็นการหาจากช่องทางอื่น ซึ่งอาจจะเป็นการกู้เงินเพิ่มเติมเหมือนที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ดำเนินการในช่วงที่มีการแพร่ระบาดโควิด-19 แต่ก็ไม่สามารถทำได้มากนัก เพราะภายใต้กรอบวินัยการคลัง กำหนดกรอบวินัยในการบริหารหนี้ไว้ว่าหนี้สาธารณะต่อ GDP ไม่เกิน 60% ภาระหนี้ของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ไม่เกินร้อย 35% หนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อหนี้สาธารณะทั้งหมดไม่เกิน 10% และภาระหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อรายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการไม่เกิน 5%
“การกู้เงินเพิ่มเติม 1.5 ล้านล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาโควิด-19 ทำให้รัฐบาลต้องมาขอขายเพดานการก่อหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจาก 60% เป็นไม่เกิน 70% จากยอดหนี้สาธารณะล่าสุดเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ที่สูงถึง 10.72 ล้านล้านบาท คิดเป็น 61.13% ของจีดีพี จากมูลค่าของจีดีพีที่ 17.54 ล้านล้านบาท ขณะที่แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเองยังมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่างประเทศ”
ดังนั้นแนวทางเดียวที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการคือ การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ซึ่งหมายถึง ภาษี เพราะปัจจุบันอัตราการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลลดลงจากที่เคยอยู่ที่ 17-18% ของจีดีพี เหลือเพียง 13-14% ของจีดีพี ซึ่งต่ำกว่าทั้งประเทศในเอเชียและประเทศที่พัฒนาแล้วที่สูงถึง 18-20% ของจีดีพี หากเป็นเช่นนั้นก็เป็นภาระของคนทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีหรือ การเพิ่มอัตราการจัดเก็บก็ตาม
หน้า 1 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3877 วันที่ 9 – 12 เมษายน พ.ศ. 2566






