thansettakij
thansettakij
ประยุทธ มหากิจศิริ ยื่นแถลงปิดคดีฟ้องเนสท์เล่ 1 แสนล้าน ศาลนัดพิพากษา 21 ธ.ค. 69

ประยุทธ มหากิจศิริ ยื่นแถลงปิดคดีฟ้องเนสท์เล่ 1 แสนล้าน ศาลนัดพิพากษา 21 ธ.ค. 69

11 ก.ย. 69 | 00:45 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ก.ย. 69 | 00:54 น.

ประยุทธ มหากิจศิริ โจทก์ที่ 3 ยื่นแถลงปิดคดีต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ฟ้องเนสท์เล่กับพวกเรียกค่าเสียหายละเมิด 1 แสนล้านบาท ปมพิพาทกิจการกาแฟ QCP ศาลนัดพิพากษา 21 ธ.ค. 2569

KEY

POINTS

  • นายประยุทธ มหากิจศิริ ยื่นคำแถลงปิดคดีฟ้องบริษัทเนสท์เล่ เรียกค่าเสียหาย 1 แสนล้านบาท จากข้อพิพาทธุรกิจกาแฟสำเร็จรูป
  • ฝ่ายมหากิจศิริกล่าวหาว่าเนสท์เล่ร่วมกันกระทำละเมิด โดยวางแผนเป็นขั้นตอนเพื่อยึดครองกิจการและทำลายมูลค่าหุ้นของบริษัทร่วมทุน QCP
  • ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้นัดฟังคำพิพากษาในคดีนี้ วันที่ 21 ธันวาคม 2569

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 นายประยุทธ มหากิจศิริ ในฐานะโจทก์ที่ 3 ได้ยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คดีหมายเลขดำที่ ทป.92/2568 ซึ่งเป็นคดีที่ฝ่ายตระกูลมหากิจศิริรวม 3 คน เป็นโจทก์ฟ้องบริษัท เนสท์เล่ เอส.เอ. กับพวกรวม 6 คน เรียกค่าเสียหายฐานละเมิดเป็นเงินรวมประมาณ 100,000 ล้านบาท จากข้อพิพาทเรื่องกิจการผลิตกาแฟสำเร็จรูปของบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP)

นายประยุทธ์ได้ยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีเพื่อประกอบการพิจารณาของศาลใน 4 ประด็น ดังนี้

1. โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งหมดและใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่

2. คดีตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามขาดอายุความหรือไม่

3. จำเลยทั้งหมดร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามหรือไม่

4. ค่าเสียหายมีเพียงใด

นายประยุทธ มหากิจศิริ

ในคำแถลงปิดคดีนายประยุทธ์ ได้ระบุถึงที่มาของข้อพิพาทว่า QCP เป็นบริษัทร่วมทุนที่ก่อตั้งเมื่อปี 2533 โดยตระกูลมหากิจศิริและเนสท์เล่ถือหุ้นฝ่ายละ 50% เพื่อผลิตกาแฟสำเร็จรูปภายใต้เครื่องหมายการค้า "เนสกาแฟ" ในประเทศไทยมากว่าสามทศวรรษ

ต่อมาในปี 2564 เนสท์เล่ได้แจ้งบอกเลิกสัญญาให้สิทธิผลิต โดยสัญญาสิ้นสุดลงเมื่อสิ้นปี 2567 จนนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมายหลายคดีทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งฝ่ายมหากิจศิริเคยขอให้ศาลแพ่งมีนบุรีมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามเนสท์เล่ผลิต นำเข้า จำหน่ายสินค้าเนสกาแฟในไทยเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 ก่อนที่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ จะมีคำสั่งให้เนสท์เล่กลับมาดำเนินการได้เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2568

ประเด็นที่ 1 โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งหมดและใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่

นายประยุทธ์ในฐานะโจทก์ที่ 3 แถลงว่าโจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องและใช้สิทธิโดยสุจริต โดยระบุว่าการฟ้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิทางศาลตามปกติเพื่อเยียวยาความเสียหาย มิใช่การกลั่นแกล้ง

นายประยุทธ์ยังโต้แย้งข้อต่อสู้ของเนสท์เล่ถือที่ว่าคดีนี้เป็นการฟ้องซ้ำหรือขัดกับผลชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่โดย ศาลสูงสิงคโปร์และคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศได้วินิจฉัยว่าเนสท์เล่บอกเลิกการเป็นหุ้นส่วนโดยชอบด้วยกฎหมาย และถอนสิทธิผลิตเนสกาแฟของ QCP มีผลตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2567  โดยนายประยุทธ์ระบุว่าคดีอนุญาโตตุลาการเป็นข้อพิพาทเรื่องสิทธิบอกเลิกสัญญาร่วมทุน (JVA) ซึ่งเป็นคนละมูลหนี้และคนละคู่ความกับคดีละเมิดนี้

ประเด็นที่ 2 คดีตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามขาดอายุความหรือไม่

นายประยุทธ์แถลงว่าคดีไม่ขาดอายุความ โดยให้เหตุผลว่าการกระทำของฝ่ายจำเลยเป็นการร่วมกันกระทำละเมิดที่ต่อเนื่องเป็นขั้นตอนตั้งแต่ปี 2565 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อ QCP ได้รับความเสียหายต่อเนื่องจนถึงขั้นเลิกบริษัท การฟ้องคดีเมื่อเดือนเมษายน 2568 จึงยังอยู่ภายในอายุความ

ประเด็นที่ 3 จำเลยทั้งหมดร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามหรือไม่ 

นายประยุทธ์ กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งหกร่วมกันวางแผนเป็นขั้นตอนเพื่อยึดครองกิจการกาแฟและทำลายมูลค่าหุ้นของฝ่ายโจทก์ โดยประมวลพฤติการณ์ที่อ้างว่าเป็นการละเมิดไว้ 12 ประการ อาทิ การเสนอบังคับซื้อหุ้นในราคาที่โจทก์อ้างว่าต่ำกว่ามูลค่าจริง การบอกเลิกสัญญาต่าง ๆ พร้อมกัน การสร้างภาวะชะงักงัน (Deadlock) ในบอร์ด การโอนย้ายพนักงานกว่า 440 คนออกจาก QCP การสั่งปิดโรงงาน ตลอดจนการยื่นคำร้องขอเลิกบริษัทในชั้นสุดท้าย

นายประยุทธ์ อ้างว่าพฤติการณ์เหล่านี้เป็นไปตาม "แผนสามขั้นตอน" ที่ระบุไว้ในเอกสารภายในของฝ่ายเนสท์เล่ถือ และขอให้ร่วมกันรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5, 420, 421 และ 432

คำแถลงของนายประยุทธ์ ยังอ้างอิงหนังสือของผู้บริหารเนสท์เล่บางฉบับ รวมถึงพยานผู้เชี่ยวชาญของฝ่ายนายประยุทธ์ ประกอบข้อกล่าวอ้างเรื่องความไม่สมดุลของผลประโยชน์ตามสัญญาร่วมทุน

คำแถลงยังอ้างถึงเอกสารของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ที่ระบุว่าเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้อนุมัติออกหมายจับอดีตกรรมการผู้จัดการ QCP สองราย ในอีกคดี

 ประเด็นที่ 4 ค่าเสียหายมีเพียงใด

คดีนี้ฝั่งมหากิจศิริ เรียกค่าเสียหายรวม 100,000 ล้านบาท โดยอ้างรายงานประเมินมูลค่ากิจการที่จัดทำโดยบริษัทหลักทรัพย์ DBS ซึ่งประเมินมูลค่ากิจการ QCP ไว้ที่ราว 171,000 ล้านบาท และอ้างว่าฝ่ายโจทก์เคยเสนอขายหุ้นทั้งหมดในราคา 100,000 ล้านบาท

คำแถลงแบ่งการเรียกค่าเสียหายตามสัดส่วนการถือหุ้น คือ โจทก์ที่ 1 นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ และที่ 2 นางสุวิมล มหากิจศิริ ซึ่งถือหุ้นรวม 46.8% เรียก 93,600 ล้านบาท และโจทก์ที่ 3 (นายประยุทธ์) ซึ่งถือหุ้น 3.2% เรียก 6,400 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ข้อกล่าวอ้างทั้งหมดข้างต้นเป็นการนำเสนอของคู่ความ ยังไม่ถือเป็นข้อยุติ โดยผลของคดีจะเป็นอย่างไรต้องรอคำวินิจฉัยของศาลในวันที่ 21 ธันวาคม 2569