
แถลงการณ์ ‘เนสท์เล่’ โต้ออกหมายจับอดีต 2 ผู้บริหาร QCP-เนสกาแฟ ไม่เป็นความจริง
‘เนสท์เล่’ ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีออกหมายจับ 2 อดีตผู้บริหาร ไม่เป็นความจริง ย้ำ “รามอน เมนดีวิล” ลาออกตั้งแต่ต้นปี ส่วน “วิคเตอร์ เซียห์” อดีต CEO หมดวาระ เกษียณอายุตั้งแต่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา
KEY
POINTS
- เนสท์เล่ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข่าวการอนุมัติหมายจับอดีตผู้บริหาร 2 รายในคดีที่เกี่ยวข้องกับบริษัท QCP ว่าไม่เป็นความจริง
- บริษัทชี้แจงว่าตำรวจได้ออก "หมายเรียก" เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติม แต่ผู้บริหารทั้งสองไม่ได้รับหมายเนื่องจากได้เดินทางออกจากประเทศไทยไปแล้วหลังลาออกและเกษียณอายุ
- เนสท์เล่ระบุว่าหากมีการออกหมายจับ อาจเป็นผลมาจากการไม่ไปตามหมายเรียก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาหลักที่ยังไม่มีการตัดสินโดยศาล
ความคืบหน้ากรณีข้อพิพาททางกฎหมายและศึกการค้าในธุรกิจกาแฟสำเร็จรูปยักษ์ใหญ่ของไทย ระหว่างบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด และตระกูลมหากิจศิริ ซึ่งขณะนี้มีคดีความอยู่ในกระบวนการทางชั้นศาลนั้น
มีกระแสข่าวว่าศาลอาญา อนุมัติหมายจับ อดีตผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ นายวิคเตอร์ เฮง ลิม เซีย (Victor Heng Lim Seah) และ นายรามอน เมนดิวิล กิล (Ramon Mendivil Gil) เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ตามคำร้องของเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ในคดีเกี่ยวข้องกับการบริหารงานและธุรกรรมของ QCP นั้น
ล่าสุด “เนสท์เล่” ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจง ดังนี้
จากการที่มีข้อความกล่าวถึงอดีตผู้บริหารสองท่านเกี่ยวกับเรื่องที่เกี่ยวกับบริษัท QCP เนสท์เล่ขอปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลดังกล่าว
ตลอดระยะเวลาของความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างเนสท์เล่กับบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) เนสท์เล่ได้ดำเนินการโดยยึดมั่นและปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วนมาโดยตลอด
เนสท์เล่ เข้าใจว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกหมายเรียกบุคคลสองท่าน ซึ่งหนึ่งท่านเคยทำงานให้กับ บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) ส่วนอีกหนึ่งท่านได้ทำงานประสานกับบริษัทดังกล่าว เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำร้องทุกข์ที่นายประยุทธ มหากิจศิริ เป็นผู้ยื่นไว้
ทั้งนี้ บุคคลที่ได้รับหมายเรียกดังกล่าวไม่ได้ทำงานกับบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด แล้วในปัจจุบัน โดยหมายเรียกได้ออกหลังจากบุคคลสองท่านดังกล่าวได้ออกจากประเทศไทยไปแล้วหลังจากลาออก และเกษียณอายุ
ดังนั้น บุคคลทั้งสองไม่เคยได้รับหมายเรียกแต่อย่างใดเพราะเป็นการส่งหมายเรียกไปยังสถานที่ที่บุคคลดังกล่าวไม่ได้พักอาศัยหรือทำงานอยู่แล้ว
บริษัทเข้าใจว่าอาจมีการออกหมายจับเนื่องจากไม่มาตามหมายเรียก และไม่ได้เกี่ยวกับข้อกล่าวหาของนายประยุทธ มหากิจศิริที่ยังไม่มีการตัดสินโดยหน่วยงานใดหรือโดยศาลแต่อย่างใด
ภายหลังการสิ้นสุดสัญญาร่วมทุนระหว่างเนสท์เล่และ QCP เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัท QCP จึงไม่มีสิทธิในการผลิตผลิตภัณฑ์เนสกาแฟอีกต่อไป และได้ยุติการดำเนินงานนับจากนั้นเป็นต้นมา ซึ่งหลังจากที่บริษัทไม่มีการดำเนินงานมาเป็นระยะเวลามากกว่า 1 ปี
อย่างไรก็ดี ในขณะที่ผู้ถือหุ้นของ QCP ยังไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับอนาคตของบริษัท นายรามอน เมนดีวิล กรรมการผู้จัดการของ QCP จึงได้ลาออกเมื่อเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อหาโอกาสในเส้นทางอาชีพใหม่
ขณะที่นายวิคเตอร์ เซียห์ เคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารของเนสท์เล่ อินโดไชน่า และได้เกษียณอายุเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา หลังจากปฏิบัติงานและประสบความสำเร็จในประเทศไทยมาเป็นระยะเวลา 8 ปี
บริษัท ยังคงมุ่งมั่นในการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงให้กับผู้บริโภคและลูกค้าในประเทศไทย พร้อมทั้งสร้างประโยชน์แก่สังคมไทย เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนเกษตรกรไทย และยังคงเป็นผู้รับซื้อเมล็ดกาแฟโรบัสต้ารายใหญ่ของไทยอย่างต่อเนื่อง







