thansettakij
thansettakij
‘มหากิจศิริ’ ยื่นบอร์ดแข่งขันการค้า ร้อง ‘เนสท์เล่’ ทำธุรกิจไม่เป็นธรรม

‘มหากิจศิริ’ ยื่นบอร์ดแข่งขันการค้า ร้อง ‘เนสท์เล่’ ทำธุรกิจไม่เป็นธรรม

07 ต.ค. 69 | 09:19 น.
อัปเดตล่าสุด :07 ต.ค. 69 | 09:21 น.

มหากาพย์เนสกาแฟ “ตระกูลมหากิจศิริ” ยื่นคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า โวย “เนสท์เล่” ใช้อำนาจเหนือตลาด แทรกแซง กีดกัน ขัดขวางการประกอบธุรกิจของ QCP

KEY

POINTS

  • นายประยุทธ มหากิจศิริ ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ร้องเรียนว่ากลุ่มบริษัทเนสท์เล่ดำเนินธุรกิจอย่างไม่เป็นธรรม
  • ร้องเนสท์เล่ ใช้อำนาจเหนือตลาดในธุรกิจกาแฟสำเร็จรูปเพื่อกีดกันธุรกิจของบริษัทร่วมทุน (QCP) ด้วยการยุติคำสั่งซื้อ สั่งปิดโรงงาน และขัดขวางการทำธุรกิจกับรายอื่น
  • การร้องเรียนมีเป้าหมายเพื่อให้ กขค. สอบสวนและมีคำสั่งให้เนสท์เล่ยุติการกระทำดังกล่าว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อพิพาททางกฎหมายที่ฝ่ายมหากิจศิริฟ้องเรียกค่าเสียหายจากเนสท์เล่ด้วย

ข้อพิพาททางกฎหมายและศึกการค้าในธุรกิจกาแฟสำเร็จรูปยักษ์ใหญ่ “เนสกาแฟ” ระหว่างบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด และตระกูลมหากิจศิริ ซึ่งขณะนี้มีคดีความอยู่ในกระบวนการทางชั้นศาล ถูกจับตามองอีกครั้งเมื่อ นายประยุทธ มหากิจศิริ เจ้าพ่อเนสกาแฟ ได้ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เพื่อร้องเรียนกลุ่มบริษัทเนสท์เล่ ว่าฝ่าฝืนพ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560

ร้องขัดมาตรา 50 และมาตรา 57

วันนี้ (7 ตุลาคม 2569) นายประยุทธ มหากิจศิริ ผู้ถือหุ้นฝ่ายไทยและประธานกรรมการของบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด ("QCP") ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์กาแฟผงสำเร็จรูปภายใต้ เครื่องหมายการค้า “NESCAFE” ได้ยื่นหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า  เพื่อร้องเรียนกลุ่มบริษัทเนสท์เล่ กรณีกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 (มาตรา 50 และมาตรา 57)

มหากาพย์เนสกาแฟ  “มหากิจศิริ-เนสท์เล่”

สาระสำคัญของจดหมายระบุว่า นายประยุทธ มหากิจศิริ (“ผู้ร้องเรียน”) ผู้ถือหุ้นฝ่ายไทยและประธานกรรมการของบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (“QCP”) ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์กาแฟผงสำเร็จรูปภายใด้เครื่องหมายการค้า “NESCAFE” ในประเทศไทยได้รับความเสียหายจากการที่กลุ่มบริษัทเนสท์เล่ ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่มีอำนาจเหนือตลาดกาแฟผงสำเร็จรูปในประเทศไทยและเป็นผู้ถือหุ้นอีกกึ่งหนึ่งของ QCP

ใช้อำนาจเหนือตลาดและอำนาจต่อรองที่เหนือกว่าแทรกแซง กีดกัน และขัดขวางการประกอบธุรกิจของ QCP อย่างไม่เป็นธรรมด้วยการยุติคำสั่งซื้อสั่งปิดโรงงาน ทำให้เครื่องจักรใช้การมิได้ โอนย้ายพนักงาน ล่ามโซ่ปิดประตูโรงงาน และขัดขวางมิให้ QCP กลับมาประกอบธุรกิจกับผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 50 และมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 รายละเอียด ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานปรากฏตามหนังสือร้องเรียนและเอกสารประกอบที่ส่งมาพร้อมนี้

จี้สอบสวน-สั่งเนสท์เล่ยุติการกระทำ

ผู้ร้องเรียนจึงขอยื่นหนังสือร้องเรียนฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2569 พร้อมเอกสารประกอบต่อสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 และหลักเกณฑ์การร้องเรียนที่คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ากำหนด

เพื่อโปรดพิจารณารับเรื่องร้องเรียนไว้ดำเนินการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนโดยเร่งด่วน และมีคำสั่งตามมาตรา 60 ให้ผู้ถูกร้องเรียนยุติการกระทำอันมิชอบซึ่งยังคงดำเนินอยู่ และก่อความเสียหายเพิ่มขึ้นทุกวัน ตลอดจนดำเนินการตามคำขออื่นในข้อ 8 ของหนังสือร้องเรียน ทั้งนี้ QCP ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนในเรื่องเดียวกันอีกฉบับหนึ่งในฐานะผู้ประกอบธุรกิจซึ่งได้รับความเสียหายโดยตรงซึ่งผู้ร้องเรียนขอให้พิจารณาไปพร้อมกัน

ฟ้องเรียกค่าเสียหายแสนล้าน

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 นายประยุทธ มหากิจศิริ ในฐานะโจทก์ที่ 3 ได้ยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คดีหมายเลขดำที่ ทป.92/2568 ซึ่งเป็นคดีที่ฝ่ายตระกูลมหากิจศิริรวม 3 คน เป็นโจทก์ฟ้องบริษัท เนสท์เล่ เอส.เอ. กับพวกรวม 6 คน เรียกค่าเสียหายฐานละเมิดเป็นเงินรวมประมาณ 100,000 ล้านบาท จากข้อพิพาทเรื่องกิจการผลิตกาแฟสำเร็จรูปของบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP)

โดยคำแถลงการณ์ปิดคดีเพื่อประกอบการพิจารณาของศาลใน 4 ประเด็น ดังนี้

1. โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งหมดและใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่

2. คดีตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามขาดอายุความหรือไม่

3. จำเลยทั้งหมดร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามหรือไม่

4. ค่าเสียหายมีเพียงใด

ในคำแถลงปิดคดีนายประยุทธ์ ได้ระบุถึงที่มาของข้อพิพาทว่า QCP เป็นบริษัทร่วมทุนที่ก่อตั้งเมื่อปี 2533 โดยตระกูลมหากิจศิริและเนสท์เล่ถือหุ้นฝ่ายละ 50% เพื่อผลิตกาแฟสำเร็จรูปภายใต้เครื่องหมายการค้า "เนสกาแฟ" ในประเทศไทยมากว่าสามทศวรรษ

ต่อมาในปี 2564 เนสท์เล่ได้แจ้งบอกเลิกสัญญาให้สิทธิผลิต โดยสัญญาสิ้นสุดลงเมื่อสิ้นปี 2567 จนนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมายหลายคดีทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งฝ่ายมหากิจศิริเคยขอให้ศาลแพ่งมีนบุรีมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามเนสท์เล่ผลิต นำเข้า จำหน่ายสินค้าเนสกาแฟในไทยเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 ก่อนที่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ จะมีคำสั่งให้เนสท์เล่กลับมาดำเนินการได้เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2568