
กกร.เพิ่มเป้าจีดีพีไทยปี 69 โต 1.6-2.0% รับแรงหนุน 'ไทยช่วยไทยพลัส'
กกร. ปรับเพิ่มจีดีพีไทยปี 2569 เป็น 1.6-2.0% รับแรงหนุนไทยช่วยไทยพลัส 1.7 แสนล้านบาท ชี้เศรษฐกิจยัง K-Shape ส่งออกเทคโตแรง แต่ธุรกิจส่วนใหญ่เผชิญต้นทุนสูง
KEY
POINTS
- กกร. ปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีไทยปี 2569 เป็นเติบโต 1.6-2.0% จากเดิม 1.2-1.6% โดยได้รับแรงหนุนจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” วงเงิน 1.7 แสนล้านบาท
- มีการปรับเพิ่มเป้าหมายการส่งออกปี 2569 เป็นขยายตัว 8-10% และปรับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อเป็น 2.5-3.0%
- เตือนว่าเศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตแบบไม่ทั่วถึง (K-Shape) โดยการเติบโตกระจุกตัวในภาคเทคโนโลยี ขณะที่ธุรกิจส่วนใหญ่ยังเผชิญต้นทุนสูงและกำลังซื้อชะลอตัว
กกร. ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 โต 1.6-2.0% จากแรงกระตุ้นโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” วงเงิน 1.7 แสนล้านบาท พร้อมปรับเพิ่มเป้าส่งออกโต 8-10% แต่เตือนเศรษฐกิจไทยยังเผชิญภาวะ K-Shape ภาคเทคโนโลยีเติบโตแรง ขณะที่ธุรกิจส่วนใหญ่ยังเผชิญต้นทุนสูงและกำลังซื้อชะลอ ด้านภาคเอกชนย้ำไทยยังมีความมั่นคงพลังงานเพียงพอใช้กว่า 109 วัน แม้ความขัดแย้งตะวันออกกลางยืดเยื้อ
กกร.เพิ่มเศรษฐกิจไทยปี 69 โตสูงสุด 2% รับอานิสงส์ไทยช่วยไทยพลัส
นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยภายหลังการประชุมประจำเดือนมิถุนายน 2569 ว่า กกร. ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2569 มาอยู่ที่ 1.6-2.0% จากเดิม 1.2-1.6% หลังได้รับแรงสนับสนุนจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” วงเงินประมาณ 1.7 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศในช่วงครึ่งปีหลัง
นอกจากนี้ กกร.ยังปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกปีนี้เป็นขยายตัว 8-10% จากเดิมที่คาดว่าจะทรงตัว รวมถึงปรับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อขึ้นมาอยู่ที่ 2.5-3.0% จากเดิม 2.0-3.0% สะท้อนผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและทิศทางราคาสินค้าในตลาดโลก
พลังงานโลกยังเสี่ยง กดดันต้นทุนเศรษฐกิจ
กกร. ประเมินว่า ความมั่นคงด้านพลังงานยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในปีนี้ โดยการส่งออกพลังงานจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังไม่มีแนวโน้มกลับสู่ภาวะปกติในระยะสั้น ขณะที่ประเทศสมาชิก OECD มีแนวโน้มเร่งนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อทดแทนปริมาณสำรองที่ลดลง ส่งผลให้การแข่งขันจัดหาพลังงานสูงขึ้นและอาจดันราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
สถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการทั่วโลกยังอยู่ในระดับสูง และอาจสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ รวมถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคในหลายประเทศ
เตือนเศรษฐกิจไทยยัง K-Shape โตไม่ทั่วถึง
แม้ตัวเลขส่งออกของไทยในช่วง 4 เดือนแรกของปีจะขยายตัวถึง 18.9% แต่ กกร. ระบุว่า การเติบโตส่วนใหญ่มาจากสินค้าเทคโนโลยีที่ขยายตัวสูงถึง 48.4% ตามกระแสการลงทุนด้าน AI และ Data Center ทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวยังไม่สามารถส่งผ่านประโยชน์สู่เศรษฐกิจไทยในวงกว้างได้มากนัก เนื่องจากอุตสาหกรรมดังกล่าวยังพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศเป็นหลัก
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจจำนวนมากยังเผชิญต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึงกำลังซื้อภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะ “K-Shape” ซึ่งมีเพียงบางภาคส่วนที่ได้รับประโยชน์จากการส่งออกและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)
กกร. จึงเสนอให้เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อให้การลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานภายในประเทศได้มากขึ้น
ดันไทยสู่ Regional Hub รับเมกะเทรนด์ AI
ภาคเอกชนมองว่า ไทยควรใช้โอกาสจากกระแสการลงทุนระดับโลก โดยเฉพาะ AI, Data Center และ Cyber Security ในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ พร้อมยกระดับอุตสาหกรรม Smart Electronics และ Advanced Manufacturing
นอกจากนี้ ยังควรเร่งเพิ่มสัดส่วน Local Content พัฒนางานวิจัยและพัฒนา (R&D) ปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นสมาชิก OECD เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว
กกร. เชื่อว่า หากสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ไทยมีศักยภาพก้าวสู่ศูนย์กลางด้านการผลิต การบริการ และการเงินของภูมิภาคได้ในอนาคต
ชูเวที IMF-World Bank สร้างความเชื่อมั่นโลก
กกร. ยังเห็นว่าประเทศไทยควรใช้โอกาสจากการเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับนานาชาติหลายเวทีในปีนี้และปีหน้า ไม่ว่าจะเป็น ABAC 2026, Gastech 2026, Thailand-US Trade & Investment Forum 2026 และการประชุม IMF-World Bank Annual Meeting เพื่อแสดงศักยภาพเศรษฐกิจไทยต่อประชาคมโลก
พร้อมกันนี้ ธนาคารโลกอยู่ระหว่างจัดทำรายงาน “Building Thailand’s Future Today” ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการสะท้อนจุดแข็งและโอกาสการเติบโตของประเทศไทย รวมถึงช่วยดึงดูดนักลงทุนและพันธมิตรจากต่างประเทศ
ยืนยันไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอใช้ 109 วัน
สำหรับสถานการณ์พลังงานในประเทศ กกร. ยืนยันว่าไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน โดยมีปริมาณน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปรวมกว่า 13,384 ล้านลิตร เพียงพอต่อการใช้งานภายในประเทศประมาณ 109 วัน และยังไม่มีสัญญาณการขาดแคลนพลังงาน
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการโรงกลั่นได้ปรับลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางจากเดิมราว 55% เหลือเพียง 27% และเพิ่มการนำเข้าจากแหล่งอื่นเป็น 73% เพื่อลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
กกร. ยังสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งประกาศใช้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2026) ภายในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อเป็นกรอบสำคัญในการบริหารต้นทุนพลังงาน เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน และเสริมความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว
เดินหน้าจัด CEO Econmass Awards 2026
นอกจากนี้ กกร. ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เพื่อจัดโครงการ CEO Econmass Awards 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อเชิดชูผู้นำองค์กรธุรกิจที่มีผลงานโดดเด่น ทั้งในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก โดยมุ่งสร้างแรงบันดาลใจและยกระดับศักยภาพของภาคธุรกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต.







