
ผ่าขุมทรัพย์แสนล้าน ‘กรมทางหลวง’ ส่อเปิดช่องรับสินบน เอื้อทุนใหญ่
สแกน ‘กรมทางหลวง’ ทะลวงงบปี 69 ทะลุ 1.3 แสนล้าน เผยผลสำรวจ กกร. แฉยับอัตราเรียกสินบนพุ่ง 82% เปิดช่องโหว่กฎหมายเอื้อทุนใหญ่ 79 ราย ผูกขาด ดันราคากลางสูงลิ่ว ฟากดีเอสไอ-ป.ป.ช. ลุยล้างบางขบวนการฮั้วประมูลระบบ e-GP
KEY
POINTS
- กรมทางหลวงเป็นหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณสูงถึง 1.3 แสนล้านบาท และถูกภาคเอกชนชี้ว่ามีความเสี่ยงในการเรียกรับสินบนสูงถึง 82%
- มีการใช้ช่องโหว่ของกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะการจำกัดสิทธิ์ผู้รับเหมาชั้นพิเศษเพียง 79 ราย ให้ผูกขาดโครงการมูลค่าสูง ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ทุนใหญ่และเกิด "เงินทอน"
- ช่องทางการทุจริตสำคัญมาจากการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ที่มากเกินไป, ปัญหาส่วยสติ๊กเกอร์ที่ด่านชั่งน้ำหนัก, และการล็อกสเปกในขอบเขตของงาน (TOR) เพื่อกีดกันการแข่งขัน
‘กรมทางหลวง’ หรือ (ทล.) ภายใต้สังกัดกระทรวงคมนาคม ถือเป็นหน่วยงานที่ครองงบประมาณลงทุนสูงที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ โดยในปีงบประมาณ 2569 ได้รับการจัดสรรงบประมาณสูงถึง 131,932 ล้านบาท เพื่อดำเนินภารกิจหลักในการวางแผน ก่อสร้าง บำรุงรักษา และบูรณะโครงข่ายทางหลวงแผ่นดิน รวมถึงทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (Motorway)
อย่างไรก็ดีภารกิจเหล่านี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้อำนาจรัฐในการบริหารจัดการทรัพยากรของแผ่นดิน ทั้งในรูปแบบงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีประชาชน และการใช้อำนาจในการตรวจรับงานก่อสร้างที่มีมูลค่ามหาศาล นอกจากนี้ยังมีหน้าที่สำคัญในการกำกับดูแลงานด้านความปลอดภัย เช่น งานด่านชั่งน้ำหนัก และการบริหารจัดการจราจร
ไม่เพียงเท่านั้นภารกิจที่มีวงเงินงบประมาณสูงและเกี่ยวข้องกับผู้รับเหมาจำนวนมาก ทำให้หน่วยงานนี้กลายเป็นเป้าสายตาในรายงานของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ระบุว่ากรมทางหลวงมีอัตราการเสนอสิ่งตอบแทนหรือสินบนสูงถึง 82.0% ของจำนวนครั้งที่ติดต่อ ซึ่งมาจากการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ ถือเป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่มหน่วยงานภาครัฐที่มีความเสี่ยงสูง
ส่องกลไกการอนุมัติ-ช่องโหว่ภาษี
สำหรับ ‘กรมทางหลวง’ หน่วยงานของภาครัฐภายใต้กระทรวงคมนาคมมีอำนาจหน้าที่ของกรมทางหลวงครอบคลุมไปถึงการพิจารณาอนุมัติและอนุญาตในหลายมิติที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชนอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการอนุญาตให้บุคคลหรือหน่วยงานทำทางเชื่อมเข้า-ออกจากทางหลวงเพื่อเข้าสู่ที่ดิน อาคารพาณิชย์ หรือสถานประกอบการต่างๆ
นอกจากนี้ยังมีอำนาจในการตรวจสอบและจับกุมผ่านด่านชั่งน้ำหนักรถบรรทุก ซึ่งกลายเป็นต้นตอของปัญหา ‘ส่วยทางหลวง’ หรือ ‘ส่วยสติ๊กเกอร์’ ที่มีมูลค่าเงินหมุนเวียนนอกระบบสูงถึง 20,000 ล้านบาทต่อปี ในด้านภาษีอากรความสูญเสียไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่เงินแผ่นดินที่รั่วไหลไปเป็นเงินทอนในการจัดซื้อจัดจ้างที่สูงถึง 20-30% ของมูลค่าโครงการเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบบัญชีของภาคเอกชน เนื่องจากเงินสินบนที่จ่ายเป็นเงินสดไม่สามารถบันทึกเป็นรายจ่ายตามกฎหมายสรรพากรได้
DSI แฉผู้ประกอบการซื้อใบกำกับภาษีปลอมบันทึก'ภาษีซื้อ'
รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ระบุว่า ผู้ประกอบการมักซื้อใบกำกับภาษีปลอมมาบันทึกเป็น ‘ภาษีซื้อ’ ก่อนนำไปเป็นเครดิตภาษีขายและสร้างต้นทุนเท็จในระบบบัญชี เพื่อให้มีรายจ่ายมาหักทอนกำไรและนำเงินสดออกมาจ่ายเป็นค่าสินบน ถือเป็นการทำลายระบบเศรษฐกิจในระยะยาว จากกรณีศึกษานี้เห็นได้ชัดจากคดีที่ DSI จับกุมขบวนการใช้ใบกำกับภาษีปลอมซึ่งสร้างความเสียหายแก่รัฐกว่า 450 ล้านบาท
ถกคมนาคม เคลียร์ปมรับสินบน
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่า กรณีที่กรมทางหลวง เป็นหนึ่งในหน่วยงานภาครัฐติดโผรับสินบนนั้น ล่าสุดกระทรวงคมนาคมได้มีหนังสือสั่งการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว โดยทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นผู้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งทางกรมทางหลวงจะดำเนินการตามระเบียบและรอการนัดหมายจากปลัดกระทรวงฯ เพื่อชี้แจงรายละเอียดและยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องตามที่ถูกกล่าวหา ในลำดับต่อไป
ด้านมาตรการป้องกันและอุดช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อไม่ให้เกี่ยวข้องกับการติดสินบน แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมระบุว่า ปัจจุบันกรมทางหลวงได้มีการเรียกประชุมเพื่อกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปทบทวนขั้นตอนการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของกระบวนการที่ต้องใช้ดุลพินิจ พร้อมทั้งสั่งการให้มีการตรวจสอบกระบวนการทำงานทั้งหมดเพื่อระบุถึงจุดเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การทุจริต คาดว่าจะได้ข้อสรุปแนวทางตามข้อสั่งการของกระทรวงเร็วๆนี้
“ข้อกังวลของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในระบบการประมูลงานภาครัฐที่อาจเป็นช่องทางในการติดสินบนนั้น ยืนยันความมั่นใจว่าระบบการจัดซื้อจัดจ้างในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีความโปร่งใส เนื่องจากเป็นกระบวนการมาตรฐานที่ใช้กันทั้งประเทศตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด ซึ่งถือว่ามีความรัดกุมและตรวจสอบได้” แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าว
‘วิกฤตกฎหมาย’ สวนทางความโปร่งใส
จากโครงสร้างกฎหมายและระเบียบปฏิบัติของไทยถูกเปรียบเหมือน ‘ไฮดรา’ ที่มีหัวจำนวนมากและมีความซับซ้อนจนยากต่อการควบคุม กฎระเบียบสะสมที่ล้าสมัยไม่เพียงแต่สร้างภาระต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ขั้นตอนการติดต่อราชการยุ่งยาก
ทั้งนี้ผลสำรวจชี้ว่าความซับซ้อนของขั้นตอนเป็นสาเหตุหลักถึง 29.1% ที่ทำให้ภาคธุรกิจยอมจ่ายสินบน แม้กรมทางหลวงจะพยายามยกระดับความโปร่งใสด้วยการนำเทคโนโลยีอย่างระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมไร้ไม้กั้น (M-Flow) มาใช้เพื่อลดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน รวมถึงการใช้ระบบจัดซื้อจัดจ้างอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) ของกรมบัญชีกลางที่มุ่งหวังลดการเผชิญหน้าระหว่างหน่วยงานรัฐและผู้รับเหมา ยกเลิกการระบุชื่อผู้ซื้อเอกสารประกวดราคา
ขณะที่การแก้ไขกฎหมายหลัก เช่น พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ยังพบปัญหาในการบังคับใช้ที่ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงความโปร่งใส โดยเฉพาะการกำหนดเงื่อนไขการเลื่อนชั้นผู้รับเหมาที่ยังคงสงวนงานส่วนใหญ่ไว้ให้ผู้รับเหมาชั้นพิเศษเพียงไม่กี่ราย ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเสือนอนกินรอรับเงินทอนจากการฮั้วประมูล
รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พบว่ายังมีการ ‘ซื้อขายข้อมูล’ ของผู้ยื่นข้อเสนอราคาในระบบ e-GP เพื่อให้เกิดการฮั้วราคาล่วงหน้า ยิ่งไปกว่านั้น ระบบ e-GP ยังขาดประสิทธิภาพในการติดตามการดำเนินงานหลังจากลงนามในสัญญาไปแล้ว ทำให้เกิดช่วงสุญญากาศที่เจ้าหน้าที่สามารถเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการอำนวยความสะดวกในการตรวจรับงาน หรือประวิงเวลาการเบิกจ่ายเงินตามงวดงาน
ขุมทรัพย์เสือนอนกิน ‘ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ’ 79 ราย
ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุด คือ ช่องโหว่ในพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ที่ถูกนำมาใช้กีดกันการแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะการกำหนดเงื่อนไขการเลื่อนชั้นผู้รับเหมา ข้อมูลจากการอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ในสภาผู้แทนราษฎรของฝ่ายค้าน ระบุว่า มีผู้รับเหมาชั้นพิเศษเพียง 79 รายที่ผูกขาดงานก่อสร้างทางที่มีมูลค่าสูงกว่า 500 ล้านบาทขึ้นไป โดยมีการใช้กลอุบายกำหนดราคากลางที่สูงเกินจริงและล็อกสเปกในขอบเขตของงาน (TOR) เพื่อกีดกันผู้รับเหมาชั้นอื่นไม่ให้เข้าแข่งขัน
ทั้งนี้ข้อมูลเชิงสถิติฟ้องชัดว่า ในโครงการที่ผู้รับเหมาชั้นพิเศษประมูลได้ รัฐสามารถประหยัดงบประมาณได้เพียง 0.40% ของราคากลาง ขณะที่โครงการที่เปิดให้ผู้รับเหมาชั้น 1 แข่งขันได้อย่างอิสระ สามารถประหยัดงบได้สูงถึง 17.10% ส่วนต่างที่หายไปนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น ‘เงินทอน’ ที่ซุกซ่อนอยู่ ซึ่งประเมินว่ามีความเสียหายตั้งแต่ 300 - 8,000 ล้านบาทต่อปี
ขออนุญาต เปิดช่องเรียกรับเงิน
สำหรับขั้นตอนในการติดต่อขออนุมัติหรืออนุญาตจากกรมทางหลวงถูกระบุว่า มักขาดมาตรฐานที่ชัดเจนและใช้ระยะเวลานาน ตัวอย่างเช่น การยื่นขออนุญาตทางเชื่อมเข้า-ออกที่ดิน เจ้าหน้าที่มีสิทธิใช้ดุลพินิจในการพิจารณาว่าเข้าเกณฑ์หรือไม่ ซึ่งมักจะมีการใช้วิธีต่างๆ เช่น การไม่ลงรับเรื่องตามกำหนดเวลา หรือการทยอยแจ้งแก้ไขแบบทีละเล็กน้อย เพื่อยืดระยะเวลาออกไปเรื่อยๆ พฤติกรรมเหล่านี้เป็นการกดดันทางอ้อมเพื่อให้ผู้ประกอบการต้องยอมจ่าย ‘ค่าความสะดวก’ หรือ ‘เงินหล่อลื่น’ เพื่อให้การดำเนินการรวดเร็วขึ้น
อย่างไรก็ดีข้อมูลจากการสำรวจของกกร. ระบุว่า ภาคธุรกิจกว่า 52.3% เชื่อว่าเงินพิเศษเหล่านี้ช่วยให้งานเดินหน้าได้เร็วขึ้นจริง ยิ่งไปกว่านั้นในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ขั้นตอนการกำหนดขอบเขตของงาน (TOR) และการจัดทำราคากลาง มักถูกแทรกแซงเพื่อให้เกิดการล็อกสเปก หรือตั้งราคากลางที่สูงเกินจริง เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่เครือข่ายพวกพ้องของผู้มีอำนาจ
หัวใจสำคัญของปัญหาสินบนในกรมทางหลวงคือการเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจส่วนบุคคล มากเกินไป ซึ่งคิดเป็นสาเหตุถึง 25.0% ของการเรียกรับผลประโยชน์ ตั้งแต่การใช้ดุลพินิจในการเลือกวิธีจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงสำหรับโครงการที่มีวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท ซึ่งมักจะใช้วิธีแบ่งซื้อแบ่งจ้าง เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม ไปจนถึงอำนาจในการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ประจำด่านชั่งน้ำหนักที่สามารถเลือกปฏิบัติได้ว่าจะปล่อยผ่านหรือจับกุมรถบรรทุกน้ำหนักเกิน
นอกจากนี้การที่กฎหมายไม่มีนิยามที่ชัดเจนในประเด็นผู้มีส่วนได้เสียหรือขอบเขตอำนาจหน้าที่ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถตีความกฎหมายในทางที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเองหรือพวกพ้องได้ง่าย สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจที่สุจริต แต่ยังทำให้เงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้ในโครงการที่ขาดคุณภาพและไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน







