
อัดฉีด ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ พยุงกำลังซื้อ 4 เดือนวิกฤต รับมือช่วงโลว์ซีซัน
สมาคมภัตตาคารหนุน “ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐช่วยจ่าย 60% ประคองคนจนช่วงโลว์ซีซัน ชงหั่นต้นทุนทำอาหารจานละ 35-40 บาท
KEY
POINTS
- รัฐบาลออกมาตรการ "ไทยช่วยไทยพลัส" เพื่อช่วยพยุงกำลังซื้อของประชาชนเป็นเวลา 4 เดือนในช่วงวิกฤตค่าครองชีพสูง
- มาตรการมุ่งช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผู้เปราะบางให้ผ่านพ้นช่วงโลว์ซีซันของภาคท่องเที่ยวและบริการ (มิถุนายน-กันยายน)
- โครงการนี้ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย โดยรัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40% ซึ่งคาดว่าจะถูกนำไปใช้กับสินค้าจำเป็น เช่น อาหารและค่าเดินทาง
นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่รัฐบาลอนุมัติออกมา แม้อาจยังตอบไม่ได้ชัดเจนว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด แต่เชื่อว่าจะช่วยประคับประคองประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะค่าครองชีพสูง โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยที่กำลังเผชิญปัญหารายจ่ายสูงกว่ารายรับ
ทั้งนี้ปัจจุบันประชาชนที่มีรายได้ประจำราว 12,000-20,000 บาทต่อเดือน หลายคนอยู่ในภาวะรายจ่ายสูงกว่ารายรับเฉลี่ยเดือนละ 3,000-5,000 บาท ขณะที่รายได้แทบไม่เพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนการใช้ชีวิตกลับปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร รวมถึงราคาสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันและวัตถุดิบทางการเกษตร
“ทุกธุรกิจตอนนี้ระมัดระวังค่าใช้จ่ายมาก ไม่จ้างคนเพิ่มใช้คนเท่าเดิมให้ทำงานมากขึ้น บางส่วนหันไปใช้เครื่องจักรหรือเทคโนโลยีแทนแรงงาน ทำให้โอกาสที่แรงงานจะมีรายได้เพิ่มขึ้นยิ่งน้อยลง”
มองรัฐเร่งประคองกำลังซื้อช่วงโลว์ซีซัน
นางฐนิวรรณมองว่า มาตรการที่รัฐเข้ามาช่วยเหลือประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและมาตรการรัฐช่วยจ่าย 60% จะช่วยให้คนกลุ่มเปราะบางสามารถผ่านช่วงวิกฤตในระยะ 3-4 เดือนข้างหน้าได้ โดยเฉพาะช่วงมิถุนายน-กันยายน ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซันของภาคท่องเที่ยวและบริการ
“ตอนนี้รายจ่ายมากกว่ารายรับ การที่ประชาชนซื้อสินค้าแล้วจ่ายเองเพียง 40% ก็เหมือนช่วยเพิ่มเงินในกระเป๋า อย่างน้อยคนที่เริ่มได้รับผลกระทบมาตั้งแต่ช่วงมีนาคม ก็ยังพอประคองชีวิตต่อได้ โดยไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเพิ่ม”
โดยเม็ดเงินจากโครงการดังกล่าวคาดว่าส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้กับค่าอาหารและค่าเดินทางซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน ซึ่งหลายซูเปอร์มาร์เก็ตเริ่มจัดโปรโมชั่นสินค้าราคาพิเศษตามมาตรการของรัฐแล้ว
น้ำมันแพงฉุดกำลังเดินทาง กระทบภาคบริการ-ท่องเที่ยว
ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้คนลดการเดินทางลงอย่างชัดเจน ซึ่งกระทบต่อภาคบริการและการท่องเที่ยวโดยตรง
“เมื่อก่อนวันหยุดคนยังขับรถพาครอบครัวไปเที่ยว ไปกินข้าวในชุมชน เงินก็หมุนในระบบ แต่ตอนนี้หลายคนเลือกอยู่บ้าน ดูหนัง ทำอาหารกินเอง เพราะแค่ค่าน้ำมันไป-กลับก็หลายร้อยบาท ทำให้เงินไม่หมุนสู่ภาคบริการ”
นางฐนิวรรณ ยอมรับว่าแม้แต่การนัดประชุมหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็ยากขึ้น เพราะคนเริ่มคำนวณต้นทุนค่าเดินทางอย่างละเอียดมากขึ้น “สมัยก่อนเรื่องค่าเดินทางไม่ใช่ต้นทุนหลัก แต่ตอนนี้ทุกคนระมัดระวังค่าใช้จ่ายมากขึ้น เพราะต้นทุนชีวิตเพิ่มขึ้นแทบทุกด้าน”
เสนอรัฐคุมต้นทุนอาหาร สร้าง “อาหารราคาถูก” ระยะยาว
นางฐนิวรรณเสนอว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดในเวลานี้คือ การควบคุมต้นทุนอาหารและค่าครองชีพ เพื่อให้ประชาชนยังสามารถเข้าถึงอาหารราคาที่เหมาะสมได้ เสนอแนวคิดให้รัฐสร้างโครงการระยะยาวร่วมกับผู้ประกอบการร้านอาหาร เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถซื้ออาหารในราคาประมาณ 35-40 บาทต่อจาน ผ่านการสนับสนุนวัตถุดิบต้นทุนต่ำให้ร้านค้า
“ถ้ารัฐช่วยทำให้ร้านอาหารซื้อข้าวสาร ซื้อหมู ซื้อไก่ หรือน้ำมันได้ในราคาถูก ต้นทุนอาหารตามสั่งหรือข้าวแกงก็จะอยู่ในระดับ 35-40 บาทได้ คนเมืองก็ยังพอมีกิน”
โดยมองว่าโครงการลักษณะนี้ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก หากรัฐทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมผู้ผลิตวัตถุดิบกับร้านอาหารรายย่อยในชุมชน “แม่ค้าก็อยากซื้อของถูก ประชาชนก็อยากกินอาหารราคาถูก ถ้าทำให้ทั้งสองฝั่งเจอกันได้ ก็จะช่วยลดค่าครองชีพได้จริง”
นางฐนิวรรณกล่าวทิ้งท้ายว่า แม้สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันจะเต็มไปด้วยความเปราะบาง แต่สิ่งสำคัญคือการทำให้ประชาชนยังสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ พร้อมมองว่า ในช่วง 4 เดือนนี้ รัฐบาลอาจกำลังพยายามประคองชีวิตประชาชน ระหว่างเร่งดึงการลงทุน การส่งออก และนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ เพื่อฟื้นเศรษฐกิจในระยะต่อไป
“อย่างน้อยประชาชนยังพอมีแรงไปต่อได้ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ต้องเร่งหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่เข้ามาขับเคลื่อนประเทศควบคู่กันไป”







