
เคาะ 43 ล้านสิทธิ์ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เอกชนชี้แค่ยาพาราประคองเศรษฐกิจ
รัฐอัด 1.75 แสนล้านแจกเงิน 4,000 บาท แฟลตฟอร์มฟู้ดดลิเวอรีส้มหล่น เอกชนจี้เร่งแก้โครงสร้างก่อนเจอวิกฤตของแพงมิถุนายนนี้
KEY
POINTS
- รัฐบาลอนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ครอบคลุมประชาชน 43 ล้านสิทธิ์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น
- ภาคเอกชนมองว่าเป็นเพียงมาตรการแก้ปัญหาระยะสั้น เปรียบเสมือนยาพาราที่ช่วยประคองกำลังซื้อ แต่ไม่แก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง
- ชี้ว่าปัญหาหลักคือค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากค่าไฟและราคาสินค้า ซึ่งมาตรการนี้ไม่ได้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนโดยตรง
- เสนอให้รัฐบาลออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยผู้ประกอบการในระบบภาษี เช่น การให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีจากการทานอาหารและการท่องเที่ยว
นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ภายหลังรัฐบาลอนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ในรูปแบบจ่ายร่วม 60:40 ครอบคลุมรวม 43 ล้านสิทธิ์ มองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันหนักกว่าที่ผ่านมาอย่างมาก โดยในช่วงแรกเข้าใจว่ารัฐบาลยังไม่มีความพร้อมด้านงบประมาณ จึงมีข่าวว่าจะให้เพียงประมาณ 10 ล้านสิทธิ์ ซึ่งมองว่าไม่เพียงพอกับภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้
ทั้งนี้เมื่อรัฐบาลมีความชัดเจนเรื่องแหล่งงบประมาณมากขึ้น จึงอนุมัติมาที่ 30 ล้านสิทธิ์ และเพิ่มเติมอีกประมาณ 13 ล้านสิทธิ์สำหรับกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมเป็น 43 ล้านสิทธิ์ ซึ่งมองว่าน่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้พอสมควร
อย่างไรก็ตามมาตรการแจกเงินทั้งหมดเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น จึงอยากฝากการบ้านถึงรัฐบาล 2 เรื่องสำคัญคือ การเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างถาวร โดยเฉพาะการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน เพราะที่ผ่านมาเป็นเพียงการเติมกำลังซื้อ แต่ยังไม่มีมาตรการที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายประจำของครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรม
นายสรเทพ กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาหลายด้านยังไม่จบ ทั้งเรื่องค่าไฟ ต้นทุนพืชผักสวนครัว และต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น โดยหลังเดือนพฤษภาคมจะเริ่มเข้าสู่ช่วงวิกฤตจริง เพราะราคาอาหารสัตว์และปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพอย่างชัดเจน ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องเร่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน
ส่วนประเด็นที่สอง คือมาตรการดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมผู้ประกอบการร้านอาหาร SME ที่อยู่ในระบบภาษี ทั้งที่กลุ่มนี้เป็นผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มให้รัฐปีละประมาณ 30,000-40,000 ล้านบาท ตามการประเมินของภาคธุรกิจร้านอาหาร หากรัฐบาลไม่ออกมาตรการช่วยเหลือ ยอดขายที่ปัจจุบันลดลงแล้วราว 30% จะยิ่งกระทบต่อรายได้และการจัดเก็บภาษีของรัฐ ทำให้ปัญหาวนกลับมาที่รัฐบาลอีกครั้ง เพราะเมื่อผู้ประกอบการมีรายได้น้อยลง รัฐก็จัดเก็บภาษีได้น้อยลงเช่นกัน
เงิน 4,000 บาท ช่วยแค่ประคองกำลังซื้อ
กรณีที่มาตรการรอบก่อนให้สิทธิ์ 2,000 บาท แต่รอบนี้ให้เพียงเดือนละ 1,000 บาท นายสรเทพ อธิบายว่า รอบนี้ประชาชนจะได้รับรวม 4,000 บาท เพียงแต่รัฐบาลกำหนดให้ใช้ได้เดือนละ 1,000 บาทต่อเนื่อง 4 เดือน เพื่อยืดระยะเวลาการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนออกไป โดยยอมรับว่าแรงหมุนทางเศรษฐกิจอาจไม่เท่ารอบแรก เพราะวงเงินที่ใช้ต่อเดือนถูกจำกัดไว้ที่ 1,000 บาท แต่รัฐบาลต้องการประคองกำลังซื้อให้ต่อเนื่องนานขึ้น
สำหรับธุรกิจที่จะได้รับอานิสงส์มากที่สุด มองว่ายังคงเป็นกลุ่มอาหาร เพราะรัฐบาลเปิดให้แพลตฟอร์ม Food Delivery เข้าร่วมโครงการด้วย แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่มุมของผู้ขายเท่านั้น เพราะเงิน 1,000 บาทต่อเดือนจะช่วยประคองค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มหาเช้ากินค่ำ ให้ยังพอมีเงินสำหรับซื้ออาหารในแต่ละเดือน
ชี้ GDP ไทยยังต่ำเมื่อเทียบอาเซียน
อย่างไรก็ดี นายสรเทพ ย้ำว่า มาตรการดังกล่าวยังไม่ใช่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง โดยปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อไทยขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 5% แม้จะไม่สูงกว่าหลายประเทศในอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์ที่อยู่ราว 7% หรือเวียดนามประมาณ 5% เช่นกัน แต่สิ่งน่ากังวลคือ GDP ไทยอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศในอาเซียน ซึ่งสะท้อนถึงรายได้และกำลังซื้อของประชาชนทั้งประเทศ
เมื่อประเมินผลต่อยอดขายในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน มองว่าแตกต่างจากมาตรการรอบแรก เพราะในอดีตยังไม่เกิดภาวะ “ของแพงทั้งระบบ” ทำให้ร้านค้าหลายแห่งมียอดขายเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 50% บางรายเพิ่มขึ้นเท่าตัว แต่รอบนี้มองว่าอาจไม่ได้ช่วยเพิ่มยอดขาย เพียงแค่ดึงกำลังซื้อที่หายไปประมาณ 30% ให้กลับมาอยู่ในระดับเดิมก่อนเกิดภาวะ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและภาวะค่าครองชีพสูง เท่านั้น
เสนอ ลดหย่อนภาษีร้านอาหาร-ท่องเที่ยว
พร้อมกันนี้ยังเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยผู้ประกอบการร้านอาหารที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยเสนอให้ประชาชนสามารถนำใบกำกับภาษีจากร้านอาหาร โรงแรม หรือการท่องเที่ยว ไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ไม่เกิน 20,000 บาทในปีถัดไป เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะช่วงโลว์ซีซัน
นายสรเทพ กล่าวว่า หากรัฐบาลมีแค่โครงการลักษณะไทยช่วยไทยพลัสเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้เศรษฐกิจกลับมาคึกคักเหมือนช่วงเฟสแรก เพราะมาตรการปัจจุบันเป็นเพียงการดึงกำลังซื้อกลับมา ไม่ได้ทำให้กำลังซื้อเพิ่มขึ้นจริง
มองไตรมาส 3 เศรษฐกิจแค่ “ประคองตัว”
ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจในไตรมาส 3 มองว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยประคองไม่ให้สถานการณ์แย่ลงไปกว่านี้ แต่ไม่สามารถกระตุ้น GDP ได้ แม้รัฐบาลจะใช้วงเงินถึง 1.75 แสนล้านบาท เพราะเศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะค่าครองชีพสูงและกำลังซื้ออ่อนแรง ดังนั้นตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 3 จึงอาจไม่แตกต่างจากไตรมาส 2 มากนัก
ขณะเดียวกันหากมาตรการสิ้นสุดลง อาจทำให้ประชาชนเริ่ม พึ่งพามาตรการอัดฉีดระยะสั้นจากภาครัฐมากขึ้น ขณะที่รัฐบาลยังไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างได้จริง
นายสรเทพ เสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนมุมมองต่อผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารที่อยู่ในระบบภาษี เพราะถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างรายได้เข้าคลังของประเทศ พร้อมยกตัวอย่างประเทศอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และ สิงคโปร์ ที่ให้ความสำคัญกับ SME เป็นลำดับต้น ๆ เพราะมองว่าหาก SME ยังอยู่ได้ รัฐก็ยังมีรายได้จากภาษีต่อเนื่อง







