
เอกชนชี้สงครามยืดเยื้อ! วิกฤตหนัก SMEs ไทยจ่อปิดตัวใน 3-6 เดือน
สงครามพ่นพิษน้ำมันพุ่ง! “ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา“ หวั่น SMEs ไทยแบกต้นทุนไม่ไหว สภาพคล่องวิกฤตเสี่ยงล้มใน 3-6 เดือน แนะทางรอดต้องเร่งปรับตัวสู่พลังงานสะอาดให้เร็ว
KEY
POINTS
- สงครามที่ยืดเยื้อส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง กระทบต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และบรรจุภัณฑ์โดยตรง
- ผู้ประกอบการ SME เผชิญปัญหาสภาพคล่องรุนแรง เนื่องจากต้นทุนสูงขึ้นแต่ปรับราคาสินค้าได้ยากเพราะการแข่งขันสูง
- คาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้นและไร้มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ SME จำนวนมากอาจต้องปิดกิจการภายใน 3-6 เดือน
ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย กล่าวว่า จากการประเมินความขัดแย้งของสงครามตะวันออกกลาง ก่อนหน้านี้หลายคนคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะจบลงภายใน 1 เดือน แต่ปัจจุบันลากยาวมาถึง 60 วัน ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบหนักขึ้นไปอีกขั้นและยังไม่มีความแน่นอนว่าจะยุติเมื่อใด
จุดที่ส่งผลกระทบรุนแรงที่สุดคือเรื่องราคาน้ำมัน พี่พุ่งขึ้นสู่จนฉุดไม่อยู่ และปัจจุบันราคาน้ำมันดิบเริ่มขยับมาอยู่ในระดับความเสี่ยงที่ภาคธุรกิจสามารถใช้เป็นฐานในการคำนวณต้นทุนได้บ้างแล้ว แต่ยังผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและค่าครองชีพทั่วโลก ในขณะที่รายได้ของแต่ละภาคส่วนกลับไม่ได้เพิ่มตาม
“สินค้าที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือ กลุ่มที่มีความสัมพันธ์ชัดเจนกับพลังงาน เช่น ค่าขนส่ง, บรรจุภัณฑ์ และเม็ดพลาสติก ราคาต้นทุนพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่สินค้าที่แข่งขันสูงก็ปรับราคาขึ้นตามได้ยาก เพราะหากตั้งราคาสูงเกินไปจะเกิดการไหลเข้าของสินค้าต้นทุนต่ำจากต่างประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบและตลาดอาจหายไป”
ในสถานการณ์นี้ถือว่าเกิดวิกฤตสภาพคล่องของ SMEs เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะปัญหาเงินหมุนเวียน โรงงานขนาดเล็กและขนาดกลางหลายแห่งเริ่มชะลอการผลิต เนื่องจากขายของยากขึ้น ทั้งไม่กล้าผลิตสต็อกสินค้าเพราะทนแบกรับภาระต้นทุนไม่ไหว และหวั่นเกิดปัญหาที่หนักกว่าการขาดทุน คาดการณ์ว่าหากสงครามยืดเยื้อออกไปอีกและยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ ผู้ประกอบการเหล่านี้จะรับมือได้สูงสุดอีกเพียง 3-6 เดือน และจะล้มหายตายจากห่วงโซ่ของธุรกิจไป
ดร.วิศิษฐ์ กล่าวว่า หากมองอีกมุมในวิกฤตนี้ยังมีโอกาส สำหรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมและเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด จากราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นจะเป็นแรงกดดันให้เกิดประเทศไทนก้าวสู่พลังงานทางเลือกเร็วขึ้น เช่น การหันไปใช้ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และ โซล่าเซลล์ ตามบ้านเรือน ช่วยให้ประชาชนหันมาสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน โดยไม่หวังพึ่งภาครัฐเพียงอย่างเดียว
ส่วนภาคธุรกิจก็ต้องปรับตัวหรือปรับโมเดลธุรกิจสู่อนาคต จะหวังพึ่งพาภาครัฐอย่างเดียวคงไม่ไหว ต้องจับมือกับพาร์ทเนอร์ ผสมผสานกับธุรกิจออนไลน์ รวมถึงต้องรักษาคุณภาพสินค้าขั้นพื้นฐานให้ดีในราคาที่แข่งขันได้ เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคมักใช้การเปรียบเทียบราคาเป็นหลัก และแน่นอนรัฐบาลควรช่วยเหลือประชาชนโดยเน้นให้เกิด "ความยั่งยืนและการสร้างอาชีพ" มากกว่าการให้เงินเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ ในวาระเร่งด่วนก็ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคส่วนต่างๆ ช่วยผลักดันผู้ประกอบการ ตลอดจนลดต้นทุนพลังงาน เพื่อพยุงเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อ ก่อนการประเมิน GDP จะตกต่ำลงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้







