thansettakij
thansettakij
วิกฤตพลังงาน ฉุดธุรกิจลดกำลังผลิตวูบ 30% SME เสี่ยงปิดกิจการ

วิกฤตพลังงาน ฉุดธุรกิจลดกำลังผลิตวูบ 30% SME เสี่ยงปิดกิจการ

16 เม.ย. 69 | 11:45 น.

สงครามตะวันออกกลาง กระชากเศรษฐกิจไทย วิกฤตพลังงานกระทบภาคธุรกิจลดกำลังผลิต 30% จับตาผู้ประกอบการ SME เสี่ยงปิดกิจการ 20-30% หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผยฐานเศรษฐกิจว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยปัจจุบันกำลังเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต โดยมีปัจจัยลบหลักมาจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้เสีย (NPL) ที่ยังอยู่ในระดับสูง และถูกซํ้าเติมด้วยความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งเป็นต้นนํ้าสำคัญของภาคการผลิตไทย เนื่องจากไทยและเอเชีย ยังคงพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางเป็นหลัก

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและการลงทุน โดยผู้ประกอบการชะลอการลงทุนใหม่ และบริหารจัดการสต็อกสินค้าที่มีอยู่แทนการสั่งซื้อวัตถุดิบใหม่เนื่องจากราคาสูงขึ้น

ขณะเดียวกัน ปัจจุบันภาคการผลิตปรับลดกำลังผลิตลงแล้ว 20-30% โดยเน้นผลิตเฉพาะตามคำสั่งซื้อ (Order) เท่านั้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการแบกรับสต็อก โดยวัตถุดิบต้นนํ้าอย่างแนฟทาขาดแคลน ส่งผลให้เม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ทุกประเภทปรับราคาสูงขึ้นทันที ซึ่งอาจกระทบต่อเนื่องถึงภาคเกษตรกรรมหากไม่มีบรรจุภัณฑ์เพียงพอสำหรับจัดเก็บผลผลิต

นายวิศิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนแนวโน้มการปิดโรงงานนั้น กลุ่ม SME ประมาณ 20-30% มีความเสี่ยงที่จะต้องปิดกิจการลง เนื่องจากกลุ่มผู้ประกอบการ SME ซึ่งมีสัดส่วน 80-90% ของภาคธุรกิจไทย ตกอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วงที่สุด เนื่องจากได้รับผลกระทบสะสมต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงโควิด-19 และการเข้ามาตีตลาดของสินค้าต่างประเทศ หากสถานการณ์ต้นทุนสูงและกำลังซื้อตํ่ายังยืดเยื้อ 

“แนวโน้มการปิดโรงงาน ถ้าสถานการณ์มันยืดเยื้อ มีโอกาสที่จะปิดโรงงาน เนื่องจากต้นทุนที่ผลิตเพิ่มขึ้น ในขณะที่สินค้าราคาขายไม่สามารถขึ้นได้ เพราะจะขายออกยาก ซึ่งจะมีส่งผลให้มีการชะลอการสั่งซื้อ ธุรกิจไหนสายป่านไม่ยาวอาจจะล้มไปก่อนได้”

ทั้งนี้ ภาคเอกชนต้องการเสนอแนะต่อภาครัฐ คือเรื่องโครงสร้างการส่งผ่านต้นทุน ขอให้ภาครัฐจัดทำสูตรคำนวณส่วนต่างราคา (Guideline) ที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐาน ตั้งแต่ราคานํ้ามันดิบไปจนถึงผลิตภัณฑ์ปลายนํ้า เช่น ปุ๋ย และพลาสติก เพื่อให้การปรับราคาขายสะท้อนต้นทุนจริงอย่างเป็นธรรม 

รวมถึงกลไกการปรับลดราคา รัฐต้องมีมาตรการกำกับดูแลให้ราคาสินค้าปรับลดลงตามสัดส่วนทันที เมื่อต้นทุนพลังงานหรือวัตถุดิบในตลาดโลกลดลง เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและระบบเศรษฐกิจในระยะยาว

 ด้านนายชัยวัฒน์ นันทิรุจ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เอกา โกลบอล จำกัด กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมเริ่มเห็นสัญญาณที่ชัดเจน แม้วัตถุดิบไม่ได้ขาดแคลนทันที แต่ราคาพุ่งแรงโดยเฉพาะเม็ดพลาสติกที่ปรับขึ้น 30% และบางประเภทสูงถึง 80-90%

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตบางรายหยุดส่งสินค้าและปรับราคา ส่งผลให้สินค้าปลายทางกว่า 90% มีแนวโน้มต้องปรับขึ้น โดยเอสเอ็มอีที่มีสต็อกเพียง 1 เดือน จะได้รับผลกระทบเร็วกว่ารายใหญ่

“ของยังมีแต่ราคาขึ้นแรง และยังไม่มีสัญญาณจะลง และหากสงครามยืดเยื้อจนกระทบวัตถุดิบต้นนํ้า เช่น ก๊าซและนํ้ามัน อุตสาหกรรมปิโตรเคมีอาจสะดุด และนำไปสู่ภาวะซัพพลายตึงตัว”