
ต้นทุนพุ่ง 15% เอกชนงัด "สวัสดิการสู้ศึกสงคราม" พยุงพนักงาน-ตรึงราคา
วิกฤตพลังงานพ่นพิษ! "สตีฟ กรุ๊ป" ประกาศอัดฉีดเงินช่วยค่าครองชีพพนักงาน 30% พร้อมสปิริตแรงกัดฟันตรึงราคาช่วยลูกค้า ด้าน "เบทาโกร" เร่งปรับสวัสดิการ-เตรียมที่พักใกล้โรงงานดูแลคนงานกว่า 3 หมื่นชีวิต หลังต้นทุนพุ่ง 15% ท่ามกลางสงครามยืดเยื้อ
KEY
POINTS
- ต้นทุนธุรกิจพุ่งสูงขึ้น 15% จากวิกฤตพลังงาน แต่ภาคเอกชนอย่างกลุ่มร้านอาหารสตีฟ คาเฟ่ ตัดสินใจตรึงราคาอาหารเพื่อช่วยเหลือผู้บริโภค
- บริษัท สตีฟ กรุ๊ป มอบเงินช่วยเหลือค่าครองชีพพิเศษให้พนักงานในอัตรา 30% ของเงินเดือน เป็นเวลา 1 เดือน เพื่อบรรเทาผลกระทบ
- เบทาโกรเตรียมแผนรับมือวิกฤตพลังงานเพื่อดูแลพนักงานกว่า 3 หมื่นคน เช่น การจัดหาที่พักใกล้ที่ทำงาน หรือสร้างระบบ "Bubble" หากราคาน้ำมันส่งผลกระทบต่อการเดินทาง
จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อจนส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ทะยานสูงขึ้นแตะ 112.19 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 ประกอบกับค่าเงินบาทที่ผันผวนจนดันต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งให้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกลุ่มผู้ประกอบการภาคเอกชนได้เร่งขยับตัวออกมาตรการเชิงรุกเพื่อประคองธุรกิจและช่วยเหลือบุคลากรในองค์กรให้รอดพ้นจากวิกฤตค่าครองชีพรอบนี้
นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตีฟ กรุ๊ป (ไทยแลนด์) ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหารไทยชื่อดัง อาทิ Steve Cafe & Cuisine และแพท คาเฟ่ โบราณ เปิดเผยว่า แม้ปัจจุบันต้นทุนการดำเนินธุรกิจร้านอาหารจะปรับตัวสูงขึ้นแล้วประมาณ 15% ครอบคลุมทั้งวัตถุดิบหลักในครัว เครื่องปรุง บรรจุภัณฑ์ และต้นทุนพลังงานอย่างก๊าซหุงต้มและค่าไฟฟ้า แต่ทางกลุ่มบริษัทได้ตัดสินใจ "ยังไม่ปรับราคาขายอาหาร" ในช่วงนี้ เพื่อช่วยประคองภาระค่าใช้จ่ายของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
นอกจากมาตรการดูแลลูกค้าแล้ว บริษัทยังแสดงสปิริตการดูแลบุคลากรด้วยการ "อัดฉีดเงินช่วยเหลือค่าครองชีพพิเศษให้พนักงานในอัตรา 30% ของเงินเดือน" เป็นเวลา 1 เดือน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น โดยนายสรเทพระบุว่าหากสถานการณ์สงครามยังยืดเยื้อเกินหนึ่งเดือน ร้านอาหารอาจต้องพิจารณาปรับกลยุทธ์การบริหารต้นทุนใหม่ทั้งหมด รวมถึงการทบทวนโครงสร้างค่าใช้จ่ายในหลายส่วนเพื่อให้ธุรกิจยังคงเดินหน้าต่อไปได้ภายใต้แรงกดดันนี้
สอดคล้องกับแนวทางขององค์กรยักษ์ใหญ่อย่าง บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) โดย นางสาวเยเนอเวียบ ศิริวรรณ ฟิเนท์ ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มงานทรัพยากรมนุษย์ ที่ออกมาฉายภาพการรับมือโจทย์ใหญ่ในการดูแลพนักงานกว่า 3 หมื่นคน ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น โดยบริษัทมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพองค์กรและคุณภาพชีวิตของพนักงาน
โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานหน้างานกว่า 2 หมื่นคนที่ไม่สามารถทำงานที่บ้านได้ เบทาโกรได้เตรียมแผนสำรองหากราคาน้ำมันพุ่งสูงจนส่งผลกระทบต่อการเดินทาง เช่น การจัดหาที่พักใกล้พื้นที่ทำงาน หรือการสร้างระบบ "Bubble" เพื่อดูแลค่าครองชีพและสวัสดิการพนักงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ขณะที่กลุ่มพนักงานออฟฟิศได้มีการสื่อสารอย่างโปร่งใสเพื่อบริหารจัดการงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และนำส่วนต่างที่ประหยัดได้ไปช่วยเหลือพนักงานส่วนที่ได้รับผลกระทบหนักหน่วงกว่า
การขยับตัวของภาคเอกชนในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการแบกรับภาระต้นทุนแทนผู้บริโภค และการให้ความสำคัญกับ "ทรัพยากรมนุษย์" ในฐานะกลไกสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรก้าวข้ามผ่านวิกฤตพลังงานและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกไปได้อย่างยั่งยืน







