
อุตสาหกรรมไทยอ่วม! ต้นทุนพุ่ง 20% บีบสภาพคล่อง เสี่ยงปิดโรงงานเพิ่ม
วิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นรวดเร็ว กำลังกดดันภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างรุนแรง ทั้งต้นทุนการผลิต โลจิสติกส์ และสภาพคล่องธุรกิจ
KEY
POINTS
- ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและโลจิสติกส์ของภาคอุตสาหกรรมไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 12-20%
- ธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้พลังงานสูงและ SME กำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่องอย่างรุนแรง บางรายต้องลดกำลังการผลิต และมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องปิดกิจการเพิ่มขึ้น
- สภาอุตสาหกรรมฯ เสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลือด้านพลังงาน ขณะที่ภาคเอกชนต้องปรับตัวลดต้นทุนโดยใช้เทคโนโลยีและปรับปรุงระบบขนส่งเพื่อความอยู่รอด
วิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นรวดเร็ว กำลังกดดันภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างรุนแรง ทั้งต้นทุนการผลิต โลจิสติกส์ และสภาพคล่องธุรกิจ “นายเกรียงไกร เธียรนุกุล” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงภาพรวมผลกระทบ แนวทางรับมือ และความเสี่ยงที่อาจลุกลามไปสู่การหยุดผลิตและปิดกิจการ หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ
- ต้นทุนพุ่ง 12-20% กระแทกอุตฯหนัก
ราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับขึ้นจากระดับไม่ถึง 30 บาทต่อลิตร สู่ระดับเกือบ 40-50 บาทในปัจจุบัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคอุตสาหกรรม โดยนายเกรียงไกร ระบุว่า จากการสำรวจ 48 กลุ่มอุตสาหกรรมของ ส.อ.ท. พบว่า ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 12-20% ขณะที่ต้นทุนโลจิสติกส์ปรับขึ้นแล้วอีก 15-20%
กลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น ปูนซีเมนต์ แก้ว เซรามิก และเหล็ก ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยบางรายเริ่มแบกรับต้นทุนไม่ไหว และต้องปรับลดกำลังการผลิตลง โดยต้นทุนพลังงานที่พุ่งขึ้นไม่ได้กระทบเฉพาะโรงงาน แต่ลามทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการขนส่ง
- สัญญาณปิดกิจการเริ่มชัด
ผลกระทบเริ่มปรากฏเป็นรูปธรรมแล้วในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรณีโรงงานอุตสาหกรรมพลาสติกขนาดใหญ่ในจังหวัดสมุทรสาครบางราย ซึ่งเคยมีพนักงานกว่า 800 คน ก่อนทยอยลดเหลือ 400 คน และล่าสุดประกาศเลิกกิจการ สาเหตุหลักมาจากต้นทุนเม็ดพลาสติกที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 40-50% ประกอบกับราคาพลังงานและค่าขนส่งที่พุ่งขึ้น ทำให้ไม่สามารถรักษาสภาพคล่องได้
นายเกรียงไกร มองว่า นี่เป็น “สัญญาณเตือน” สำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทย หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ จะเห็นปัญหาเงินหมุนไม่ทัน และการปิดกิจการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่ม SME
- เร่งรัฐอุ้มระยะสั้น-ปรับโครงสร้างระยะยาว
ในมุมมองของภาครัฐ นายเกรียงไกร เสนอให้เร่งใช้มาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างจริงจัง ทั้งการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชย และการพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน แม้จะมีข้อกังวลด้านเสถียรภาพการคลัง พร้อมกันนี้ควรตรวจสอบกลุ่ม “จ๊อบเบอร์” หรือผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 ที่มีอยู่กว่า 240 ราย เพื่อป้องกันการบิดเบือนกลไกตลาด
ส่วนมาตรการจำกัดเวลาจำหน่ายน้ำมันช่วง 22.00-05.00 น. ที่ภาครัฐเตรียมนำมาใช้ มองว่า มีผลในเชิงจิตวิทยามากกว่าผลเชิงปริมาณ โดยมาตรการนี้ช่วยสร้างความตระหนักเรื่องการประหยัดพลังงานได้ แต่ผลต่อการลดการใช้น้ำมันจริงยังจำกัด และอาจกระทบธุรกิจที่ต้องดำเนินงานกลางคืน เช่น โลจิสติกส์และบริการ
- เอกชนต้อง “ลีน” ใช้ AI ลดต้นทุน
สำหรับภาคเอกชน จำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอด โดยเฉพาะในระยะสั้นต้องทำองค์กรให้ มีประสิทธิภาพในการลดต้นทุน (Lean)มากที่สุด แนวทางสำคัญ ได้แก่ การนำเทคโนโลยี AI เข้ามาควบคุมกระบวนการผลิตและการใช้พลังงาน ซึ่งสามารถลดต้นทุนได้ทันที 20-30% รวมถึงการบริหารจัดการโลจิสติกส์แบบ Car Pool หรือ Backhaul เพื่อลดปัญหารถเที่ยวเปล่าที่ปัจจุบันสูงถึง 70-80% นอกจากนี้ การปรับรูปแบบการทำงาน เช่น Work from Home ในบางส่วน ยังช่วยลดต้นทุนพลังงานในสำนักงานและค่าเดินทางของพนักงานได้
“วันนี้ไม่ใช่แค่ลดต้นทุน แต่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพทุกมิติ เพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอดในภาวะต้นทุนสูง”
- ปรับโครงสร้างโลจิสติกส์ ลดต้นทุนถาวร
ในระยะยาว นายเกรียงไกร ชี้ว่าประเทศไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างระบบขนส่งอย่างจริงจัง จากการพึ่งพาการขนส่งทางถนนเป็นหลัก ไปสู่การใช้ระบบรางและทางน้ำมากขึ้น ปัจจุบันต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยอยู่ที่ประมาณ 14% ของ GDP ซึ่งสูงกว่าหลายประเทศพัฒนาแล้ว หากสามารถปรับโครงสร้างให้เหมาะสม จะลดต้นทุนลงเหลือ 8-9% และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญขณะเดียวกัน ต้องเร่งส่งเสริมพลังงานทดแทน เช่น Bio-energy เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระยะยาว
- ห่วงไตรมาส 2 กำลังผลิตเสี่ยงลด
สำหรับภาพรวมภาคอุตสาหกรรมในไตรมาส 1 ปี 2569 อัตราการใช้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทยโดยรวมยังอยู่ที่ประมาณ 60% แต่มีแนวโน้มทรงตัวจากแรงส่งของการส่งออกในช่วงต้นปี อย่างไรก็ตาม ความกังวลหลักอยู่ที่ไตรมาส 2 ซึ่งเริ่มรับผลกระทบเต็มจากสงครามในต่างประเทศ ต้นทุนพลังงาน และวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้น หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ มีความเป็นไปได้สูงที่กำลังการผลิตจะลดลงต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนหมุนเวียน
- วิกฤตยืดเยื้อกดเศรษฐกิจทั้งระบบ
แม้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะมีสัญญาณผ่อนคลายชั่วคราว แต่ความไม่แน่นอนยังคงสูง และอาจส่งผลให้ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง แต่นายเกรียงไกร ย้ำว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่แรงกระแทกแบบฉับพลัน แต่เป็นแรงกดดันที่ “ซึมลึก” ซึ่งจะส่งผลต่อทั้งต้นทุน กำลังซื้อ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หากไม่มีมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม ทั้งจากภาครัฐและการปรับตัวของเอกชน อุตสาหกรรมไทยอาจเผชิญภาวะต้นทุนสูง-กำไรบาง-ฟื้นตัวยากในระยะต่อไป







