
เอกชนชี้วิกฤตต้นทุน-พลังงาน กระทบยาวถึงไตรมาส 2 หวั่น SMEs เสี่ยงล้มละลาย
ภาคเอกชนเตือนธุรกิจ Q1/2569 เจอศึกหนัก ซัพพลายเออร์ฉวยโอกาสขึ้นราคาบรรจุภัณฑ์ 40% กระทบต่อเนื่องถึง Q2/2569 ขณะที่ผู้ผลิตแบกต้นทุนเอง SMEs เสี่ยงล้มละลายหากสงครามไม่จบใน 3 เดือน
KEY
POINTS
- ภาคเอกชนเผชิญวิกฤตต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้น แต่ไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าได้ คาดว่าผลกระทบจะลากยาวถึงไตรมาสที่ 2
- ผู้ประกอบการ SMEs ได้รับผลกระทบหนักที่สุดเนื่องจากมีสายป่านสั้น มีความเสี่ยงสูงที่จะต้องปิดกิจการหรือล้มละลายหากสถานการณ์ไม่คลี่คลายใน 2-3 เดือน
- วิกฤตด้านพลังงานและมาตรการจำกัดเวลา
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาพรวมของภาคธุรกิจในไตรมาสที่ 1/2569 นับได้ว่าเป็นช่วงที่ค่าครองชีพและต้นทุนสูงขึ้นอย่างชัดเจน ผู้ประกอบการต้องบริหารสต็อกอย่างเข้มงวด ไม่ทำสต็อกสินค้าค้างไว้ ผลิตเท่าที่จำเป็น หรือผลิตตามออเดอร์ล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ซึ่งอยู่ในภาวะที่เผชิญภาวะยากลำบาก เนื่องจากซัพพลายเออร์วัตถุดิบ (เช่น บรรจุภัณฑ์ พลาสติก กระดาษ) ขึ้นราคา บางรายฉวยโอกาสขึ้นราคา 20-40% โดยไม่มีเหตุผลชัดเจน
ขณะที่ผู้ผลิตกลับยังไม่สามารถปรับราคาขายได้ เมื่อส่งต่อสินค้าไปยังผู้บริโภคจึงต้องยอมแบกรับต้นทุนไว้เอง หากสถานการณ์ของภาวะสงครามตะวันออกกลางไม่คลี่คลายโดยเร็ว จะส่งผลให้ธุรกิจบางส่วนต้องล้มละลายหรือหยุดการผลิตในไม่ช้า
ดังนั้น แนวโน้มและทิศทางของภาคธุรกิจในไตรมาสที่ 2/2569 จึงยังเป็นช่วงที่ต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนอย่างใกล้ชิด เมื่ สถานการณ์ยังไม่มีข้อยุติที่ชัดเจน ซึ่งส่งสัญญาณว่าวัตถุดิบต้นทางจะยังขาดแคลน เนื่องจากความไม่แน่นอน ทำให้ทั้งผู้ผลิตในภาคธุรกิจทั้งต้นทางและปลายทางไม่กล้าขยับตัวมากนัก ทั้งยังไม่สามารถปรับราคาตามทุนที่แท้จริงได้
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า ธุรกิจที่มีฐานะการเงินแข็งแรง อาจสามารถประคับประคองธุรกิจและจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือพนักงานได้ช่วงยะยะหนึ่ง แต่ในทางตรงกันข้าม SMEs ส่วนใหญ่ยังต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ไม่มีเงินหมุนเวียนพอที่จะแจกจ่ายช่วยเหลือพนักงาน และวิธีการปรับตัวที่เห็นได้ชัดคือ ตัดค่าล่วงเวลา (OT) และผลิตสินค้าตามกรอบที่กำหนดเท่านั้น
ส่วนการแก้ปัญหาผลกระทบจากวิกฤตด้านพลังงาน ที่รัฐบาลจะมีมาตรการจำกัดเวลาเปิด-ปิดปั๊มน้ำมัน เวลา 22.00 - 05.00 น. คือแนวทางแก้ปัญหาที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยข้อดีในทางจิตวิทยาคือช่วยให้ประชาชนวางแผนปรับปรุงการเดินทางมากขึ้น เป็นสัญลักษณ์กระตุ้นให้ตระหนักถึงการประหยัด แต่ข้อเสียในภาคธุรกิจก็มี รัฐบาลควรปรับวิธีปฏิบัติให้เหมาะสม เช่น ต้องยกเว้นหรือเปิดพื้นที่บริการเฉพาะสำหรับรถบรรทุกสินค้าเกษตร รวมถึงรถฉุกเฉินและรถพยาบาล เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในกรณีเร่งด่วน
ดังนั้น หากมองในมุมเศรษฐกิจ ภาคเกษตรจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ต้องขนส่งในตอนกลางคืน เพื่อหลีกเลี่ยงแสงแดดและความร้อน รักษาคุณภาพสินค้าให้มีคุณภาพ หากปั๊มน้ำมันปิดในช่วงเวลาดังกล่าว จะทำให้รถขนส่งไม่สามารถเติมน้ำมันระหว่างทางได้ และอาจส่งผลให้การส่งสินค้าเข้าโรงงานหรือจุดกระจายสินค้าชะงักลง
“หากสถานการณ์ไม่จบภายใน 3 เดือน ผลกระทบจะรุนแรงมากต่อภารธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่ส่วนใหญ่มีสายป่านสั้น หมุนเงินแบบเดือนต่อเดือน หากต้องแบกภาระเกิน 2-3 เดือนโดยขายของไม่ได้ ถือเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก ทั้งยังมีประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือเรื่อง บรรจุภัณฑ์ ในภาคเกษตรและอาหาร ถ้าไม่มีบรรจุภัณฑ์ก็ไม่สามารถเคลื่อนย้ายหรือขายสินค้าได้ ปัญหานี้ถือเป็นเรื่องซีเรียสที่กระทบต่อโครงสร้างฐานรากของเศรษฐกิจไทย ที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข เพราถือเป็นคือปัจจัยสำคัญขับเคลื่อนสินค้าในห่วงโซ่เศรษฐกิจ”







