
5 ยักษ์คอนซูเมอร์สุดต้าน อุ้มต้นทุนไม่ไหว ส่งสัญญาณปรับขึ้นราคา เม.ย. นี้
สงครามตะวันออกกลางกระทบหนัก 5 ยักษ์คอนซูเมอร์ไทย-ต่างชาติ ร่อนหนังสือเตือนต้นทุนพุ่ง เสี่ยงสินค้าขาดตลาด แนะบริหารสต็อกสินค้า ก่อนส่งสัญญาณปรับราคาขึ้น เม.ย. นี้
KEY
POINTS
- ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ 5 แห่งเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่งที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลพวงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
- บริษัทไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อไปได้ และเตรียมส่งสัญญาณปรับขึ้นราคาสินค้าหลายรายการ
- การปรับขึ้นราคาและผลกระทบต่อปริมาณสินค้าคาดว่าจะเริ่มชัดเจนตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป โดยผู้ผลิตได้แจ้งเตือนร้านค้าให้เตรียมสำรองสต็อกสินค้าล่วงหน้า
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพลังงานโลกและห่วงโซ่อุปทานสินค้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ชะงักงัน ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และการขนส่งที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายต้องออกหนังสือแจ้งเตือนไปยังคู่ค้าและร้านค้าทั่วประเทศ เพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นทั้งด้านราคาและปริมาณสินค้า
ยักษ์สหพัฒน์: สินค้าลด ส่งล่าช้า
บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) บริษัทคอนซูเมอร์ยักษ์ใหญ่ไทยโดยตระกูล “โชควัฒนา” ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า, น้ำแร่มองต์เฟลอ, โฟมล้างหน้าไบโอนิค รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ผงซักฟอกเปา น้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันมีศูนย์กระจายสินค้าทั่วประเทศมากกว่า 76 จุด มีระบบโลจิสติกส์ทันสมัย และครอบคลุมร้านค้าทั่วประเทศ
โดยนายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ ได้ส่งจดหมายถึงเจ้าของร้านค้าและผู้จัดการร้านค้า แจ้งถึงผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยระบุว่าความขัดแย้งทางการทหารในปัจจุบันได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ทั้งในด้านการจัดหาวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น
จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้สหพัฒน์อาจมีข้อจำกัดในการผลิตและจัดส่งสินค้า ทำให้ปริมาณสินค้าที่พร้อมจำหน่ายลดลงจากปกติ อีกทั้งการจัดส่งสินค้าไปยังท่านอาจจะเกิดความล่าช้ากว่ากำหนด ซึ่งสหพัฒน์เองยังไม่สามารถประเมินหรือคาดการณ์ได้ ว่าผลกระทบดังกล่าวจะสิ้นสุดเมื่อใด
โดย “สหพัฒน์” เองย้ำว่า ได้พยายามหามาตรการดำเนินการแก้ไขปัญหาทุกด้านเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อร้านค้าให้น้อยที่สุด
ซึ่งการส่งหนังสือแจ้งนี้ เป็นการให้ข้อมูลเพื่อให้ร้านค้าพิจารณาการจัดเก็บสต็อกเพิ่มเติมตามความเหมาะสม และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งสัญญาณนี้เป็นการแจ้งให้รู้ว่า ควรมีการสั่งซื้อเพื่อสต็อกสินค้าให้เพียงพอ รวมถึงอาจจะส่งผลต่อราคาสินค้าที่สูงขึ้นจากปัจจัยต่างๆ
BJC: วิกฤตต้นทุน-สต็อกสินค้า
บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC หนึ่งในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งประกอบไปด้วย กลุ่มสินค้าและบริการทางบรรจุภัณฑ์ กลุ่มโลจิสติกส์ กลุ่มเครื่องใช้ส่วนตัวและในครัวเรือน กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ กลุ่มเคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรม เวชภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ เป็นต้น อาทิ โดโซะ ปาร์ตี้ เซลล็อกซ์ ฯลฯ มีฐานลูกค้าทั้งกลุ่ม B2B และ B2C
ล่าสุดได้ส่งหนังสือถึงร้านค้าต่างๆ แจ้งถึงผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยบีเจซี ระบุว่า กำลังเผชิญความเสี่ยงด้านปริมาณวัตถุดิบที่มีจำกัด รวมถึงต้นทุนราคาสินค้าและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์
แม้บีเจซี จะพยายามจัดหาและผลิตสินค้าเพื่อให้มีสต็อกเพียงพอต่อความต้องการของตลาด แต่คาดว่าผลกระทบจะเริ่มชัดเจนตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป และยังไม่สามารถกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาสินค้าในอนาคต
จึงขอให้คู่ค้าพิจารณาจัดเก็บสินค้าคงคลังเพิ่มเติม พร้อมประสานงานกับตัวแทนฝ่ายขาย เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับสินค้าในช่วงถัดไป
ยูนิลีเวอร์: เพิ่มระดับ Safety Stock
ขณะเดียวกัน กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อตั้งมานานกว่า 100 ปี จำหน่ายสินค้าทั้งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ส่วนบุคคล เช่น เรโซน่า พอนด์สและลักส์, กลุ่มผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน เช่น ซันไลท์ โอโมและคอมฟอร์ท, กลุ่มความงามและสุขภาพ เช่น โดฟ ซันซิลและวาสลีน กลุ่มนิวทรีชัน กลุ่มไอศกรีม เป็นต้น
สถานการณ์ที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลาง ส่งผลทำให้ “ยูนิลีเวอร์” เองต้องออกแถลงการณ์แจ้งเตือนคู่ค้าเช่นกัน โดยนายอาซีม ปุริ ประธานกรรมการบริหาร ซึ่งระบุว่าสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบและค่าขนส่งปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนสินค้าในทุกกลุ่มธุรกิจ
ยูนิลีเวอร์ประเมินว่าผลกระทบดังกล่าวจะเริ่มเห็นชัดเจนตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป และยังไม่สามารถคาดการณ์ระยะเวลาสิ้นสุดได้ โดยบริษัทได้เร่งการผลิตสินค้าและเพิ่มระดับ Safety Stock ในช่วงเดือนมีนาคม เพื่อให้คู่ค้าสามารถวางแผนบริหารสต็อกได้ล่วงหน้า
ยูนิลีเวอร์ยังได้แจ้งให้พิจารณาจัดเก็บสินค้าเพิ่มเติมตามความเหมาะสม พร้อมประสานงานกับตัวแทนฝ่ายขายเพื่อวางแผนการจัดการสต็อกร่วมกัน รวมทั้งยังเตรียมออกมาตรการส่งเสริมการขายและโปรโมชั่นลดราคาสินค้าเพิ่มเติมในระยะต่อไป เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ ท่ามกลางแรงกดดันต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
เนสท์เล่: วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ขาดแคลน
ด้าน บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ถือเป็นบริษัทอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ระดับโลก ที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับแบรนด์เนสกาแฟ ครีมเทียม นม เครื่องดื่มธัญญาหาร นมผง รวมไปถึงน้ำดื่ม เรียกได้ว่าตั้งแต่ตื่นนอน ยันหลับต้องได้สัมผัสลิ้มรสผลิตภัณฑ์ของเนสท์เล่สักแบรนด์
ผลกระทบที่เนสท์เล่ได้รับจากสงครามตะวันออกกลางในครั้งนี้ ทำให้เนสท์เล่ต้องทำหนังสือแจ้งคู่ค้า โดยเนสท์เล่ให้เหตุผลว่า ได้รับแจ้งจากซัพพลายเออร์หลายรายถึงปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันดิบ ซึ่งส่งผลต่อการผลิตบรรจุภัณฑ์ เช่น ขวดพลาสติก และวัสดุพลาสติกอื่น ๆ ทำให้การส่งมอบสินค้าอาจไม่เป็นไปตามแผนตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้น
โดยเนสท์เล่กำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหา และเตรียมส่งทีมงานเข้าไปให้คำแนะนำแก่คู่ค้าเพื่อร่วมกันวางแผนรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว
ยูนิ.ชาร์ม: ต้นทุนวัตถุดิบสูง
ขณะที่ บริษัท ยูนิ.ชาร์ม (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและเจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อมเด็กมามีโพโค ผ้านุ่มชุ่มชื่นมามี่โพโค ผ้าอนามัยโซฟี ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ไลฟ์รี่ หน้ากากอนามัย 3D Fit Mask ผลิตภัณฑ์เช็ดทำความสะอาดผิวหน้าซิลคอตและผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ยูนิชาร์มเพ็ท ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน
ทำให้ “ยูนิ.ชาร์ม” ตัดสินใจส่งหนังสือถึงร้านค้า เพื่อชี้แจงถึงสถานการณ์ปัจจุบันและแผนการรับมือของบริษัท โดย “ยูนิ.ชาร์ม” ระบุว่า จากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใดนั้น ได้ส่งผลต่อบริษัททั้งในด้านต้นทุนวัตถุดิบที่มีแนวโน้มจะสูงขึ้นตั้งแต่เดือน เมษายน 2569 เป็นต้นไป
รวมถึงการขาดแคลนและการขาดส่งบรรจุภัณฑ์ที่ไม่สามารถส่งมอบได้ตามแผนงาน บริษัทจึงขอแจ้งให้ทราบล่วงหน้า เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์สินค้าขาดส่งที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน เป็นต้นไป
ยูนิ. ชาร์ม ย้ำว่ายืนยันในความพยายาม ที่จะรักษาความสามารถในการจัดส่งสินค้าด้วยการประสานงานจากทีมงานฝ่ายขาย และการคงราคาสินค้าให้ได้นานที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเป็นสำคัญ
การออกหนังสือแจ้งเตือนของผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อวัตถุดิบปิโตรเคมีและบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของสินค้าอุปโภคบริโภค
นอกจากนี้ ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นจากค่าระวางเรือและค่าประกันภัยสินค้า ยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่กดดันโครงสร้างต้นทุนของผู้ประกอบการ
ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้ผลิตเท่านั้น แต่ยังส่งต่อไปยังร้านค้าและผู้บริโภคในวงกว้าง โดยมีแนวโน้มที่จะเห็นการปรับขึ้นราคาสินค้าในหลายหมวด หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อต่อไป
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงพยายามบริหารจัดการต้นทุนและรักษาระดับราคาสินค้าให้นานที่สุด เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้บริโภค ขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมความพร้อมด้านซัพพลายและสต็อกสินค้า เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป






