
สงครามตะวันออกกลาง 'ไปรษณีย์ไทย' รับต้นทุนพุ่ง เร่งปรับแผนหารายได้-ตรึงค่าบริการ
วิกฤตราคาน้ำมันโลกพุ่งจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ กดดันต้นทุนภาคขนส่ง “ไปรษณีย์ไทย” เร่งปรับโครงสร้างต้นทุน-เพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมคงราคาบริการ และต่อยอดโมเดลธุรกิจใหม่กลุ่ม Health & Wellness
KEY
POINTS
- ไปรษณีย์ไทยยืนยันตรึงราคาค่าบริการขนส่ง แม้ต้นทุนน้ำมันจะสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง เพื่อไม่ให้กระทบค่าครองชีพประชาชน
- เร่งบริหารจัดการต้นทุนพลังงานผ่านหลายมาตรการ เช่น การปรับปรุงเส้นทางขนส่ง การวางแผนเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และนโยบายทำงานจากที่บ้าน
- ต่อยอดธุรกิจใหม่โดยร่วมมือกับแบรนด์น้ำแร่ เปิดโมเดลส่งสินค้ากลุ่มสุขภาพและความงาม (Health & Wellness) ถึงบ้านทั่วประเทศโดยไม่คิดค่าจัดส่ง
ท่ามกลางแรงกดดันจาก สงครามตะวันออกกลาง ที่ยังไม่คลี่คลายและผลักดันให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง “ไปรษณีย์ไทย” ยืนยันยังตรึงราคาค่าบริการได้ในปัจจุบัน แม้ต้นทุนพลังงานพุ่ง พร้อมเร่งบริหารต้นทุนเชิงรุกและขานรับนโยบายรัฐลดการใช้พลังงานในทุกมิติ
ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ความผันผวนของราคาน้ำมันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการดำเนินงานของภาคขนส่ง ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการขนส่งข้ามแดนที่ต้องปรับเปลี่ยนเส้นทาง ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น ขณะที่ปริมาณการส่งมีแนวโน้มลดลง
อย่างไรก็ตามมองว่า “ยังสามารถตรึงราคาค่าบริการได้” เพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยการพิจารณาปรับราคาในอนาคตจะขึ้นอยู่กับระดับราคาน้ำมันในตลาดโลกและระยะเวลาที่ทรงตัวในระดับสูง หากราคาน้ำมันทะลุ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและยืนระยะ อาจต้องประเมินอีกครั้งภายใต้กรอบนโยบายภาครัฐ เนื่องจากไปรษณีย์ไทยเป็นรัฐวิสาหกิจ
เพื่อรับมือกับต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ไปรษณีย์ไทยได้เร่งเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาได้ปรับโครงสร้างการนำจ่าย ด้วยการรวมการส่งจดหมายและพัสดุเข้าด้วยกัน ส่งผลให้สามารถลดระยะทางการวิ่งได้มากกว่า 100,000 กิโลเมตรต่อวัน และลดต้นทุนการนำจ่ายลงได้ราว 19% ขณะเดียวกันในระยะสั้นยังใช้กลยุทธ์ Route Optimization เพื่อลดการใช้น้ำมัน
สำหรับแผนระยะกลางถึงยาว บริษัทวางแผน 5 ปีในการเปลี่ยนรถขนส่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และเพิ่มการใช้พลังงานทดแทน โดยปัจจุบันมีการใช้รถ EV ในกลุ่มรถขนส่ง 4 ล้อแล้วประมาณ 20% ของยานพาหนะทั้งหมด สะท้อนทิศทางลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการลดใช้พลังงานภายในองค์กร โดยเปิดให้พนักงานส่วนงานสนับสนุน (Back Office) ทำงานแบบ Work from Home ได้ราว 50% เพื่อลดการเดินทางและสอดคล้องนโยบายภาครัฐในการประหยัดพลังงาน
ทั้งนี้ระบุว่า ความเสี่ยงสำคัญไม่ใช่เพียงราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่คือ “ความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำมัน” ซึ่งอาจกระทบต่อความต่อเนื่องของการให้บริการโดยตรง
ในเชิงกลยุทธ์ ไปรษณีย์ไทยมองว่าวิกฤตพลังงานเป็นโอกาสในการผลักดันโมเดลการขนส่งแบบโลจิสติกส์ (Logistics) ที่เน้นการรวบรวมและกระจายสินค้า ซึ่งใช้พลังงานน้อยกว่าการจัดส่งแบบเร่งด่วน (On-demand Delivery) และช่วยลดการใช้พลังงานในภาพรวมของประเทศ
ขณะเดียวกัน บริษัทยังเดินหน้าขยายบทบาทเชิงธุรกิจนอกเหนือจากงานขนส่ง ผ่านการพัฒนาโมเดลใหม่ด้านสินค้าอุปโภคบริโภค โดยล่าสุดได้จับมือพันธมิตรแบรนด์น้ำแร่ไทย “6ty Degrees” ภายใต้ บริษัท แร่เบฟเวอเรจ จำกัด เปิดโมเดล “Deliver Wellness to Every Home” ส่งสินค้ากลุ่ม Health & Wellness ถึงหน้าบ้านทั่วประเทศโดยไม่มีค่าจัดส่ง
ดร.ดนันท์ กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการต่อยอดศักยภาพเครือข่ายไปรษณีย์ไทยที่มีจุดบริการกว่า 50,000 แห่ง และบุรุษไปรษณีย์กว่า 25,000 คน ให้เป็นมากกว่าระบบขนส่ง แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานในการกระจายสินค้าเพื่อสุขภาพถึงระดับครัวเรือน ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าที่มีคุณภาพได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะน้ำแร่ธรรมชาติจากแหล่งเชียงดาวที่สามารถจัดส่งถึงบ้านแบบไม่มีค่าบริการ ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความสะดวก
“ความร่วมมือครั้งนี้ยังช่วยยกระดับระบบซัพพลายเชนสินค้าเพื่อสุขภาพให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มปริมาณการขนส่งในกลุ่ม Health & Wellness ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจสุขภาพของไทยในระยะยาว” ดร.ดนันท์ กล่าว
ด้าน นางสาวรีน่า อุดมคุณธรรม ผู้ก่อตั้งบริษัท แร่เบฟเวอเรจ จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการทำให้คนไทยเข้าถึงน้ำแร่ สำหรับการจับมือกับไปรษณีย์ไทยครั้งนี้ ตั้งเป้ารายได้ 160 ล้านบาทในปี 69
ทั้งนี้ โมเดลดังกล่าวไม่เพียงช่วยเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้กับแบรนด์ไทย แต่ยังช่วยให้ผู้บริโภคสามารถสั่งซื้อได้ตั้งแต่ 1 แพ็ค และรับสินค้าได้ถึงบ้านโดยไม่มีค่าจัดส่ง เริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ก่อนขยายสู่ทั่วประเทศ
นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทยยังคงเดินหน้าโครงการ “ไปรษณีย์ re-box” ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อนำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ใหม่ ควบคู่กับการบริหารต้นทุนด้านวัสดุ ท่ามกลางราคาพลาสติกในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน






