
วิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ดันต้นทุนน้ำมัน-สินค้าพุ่งผวากระทบชิ่งแรงงาน
วิกฤตสงครามตะวันออกกลาง สหรัฐฯอิสราเอล -อิหร่าน ดันต้นทุนราคาน้ำมัน-สินค้าพุ่ง ผวากระทบชิ่งภาคแรงงานตกงานหากนายจ้างลดกำลังการผลิต-ขอค่าแรงเพิ่มจากค่าครองชีพขยับ
KEY
POINTS
- วิกฤตสงครามส่งผลให้ราคาน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนหลักของภาคการผลิตและขนส่งปรับตัวสูงขึ้น
- ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงทำให้ราคาสินค้าและบริการหลายประเภทปรับตัวสูงขึ้นตาม กระทบต่อค่าครองชีพในวงกว้าง
- เกิดความกังวลต่อภาคแรงงานจากความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการอาจชะลอการจ้างงานหรือเลิกจ้างเพื่อลดภาระต้นทุน
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงส่งแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้านราคาน้ำมันซึ่งถือเป็นวัตถุดิบหลักของภาคการผลิตและการขนส่งที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
การเพิ่มขึ้นของต้นทุนน้ำมันได้ส่งผลโดยตรงต่อภาคขนส่ง ทำให้ค่าขนส่งสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะที่ผู้ประกอบการในหลายอุตสาหกรรมเริ่มเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าในตลาดทยอยปรับตัวขึ้น และกระทบต่อค่าครองชีพของผู้บริโภคในวงกว้าง
ในอีกด้านหนึ่ง ภาระต้นทุนที่สูงขึ้นยังอาจส่งผลต่อภาคแรงงาน โดยมีความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการบางรายอาจจำเป็นต้องปรับลดกำลังการผลิต หรือชะลอการจ้างงานเพื่อลดค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะการว่างงานเพิ่มขึ้นในบางภาคส่วน
ขณะเดียวกัน หากค่าครองชีพยังคงปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจก่อให้เกิดแรงกดดันจากฝั่งแรงงานในการเรียกร้องปรับขึ้นค่าจ้าง เพื่อให้สอดคล้องกับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ซ้ำเติมต้นทุนของภาคธุรกิจในระยะถัดไป
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า สถานการณ์ดังกล่าวยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความเชื่อมโยงเป็นลูกโซ่ตั้งแต่ระดับราคาพลังงาน ต้นทุนการผลิต ภาคแรงงาน ไปจนถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวมในระยะยาว
สอดคล้องกับนายกฤษดา จันทร์จำรัสแสง อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (TCA) เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ" ว่าจากสถานการณ์ราคาน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนหลักปรับสูงขึ้นกระทบภาคขนส่งมีผลให้ ราคาสินค้าวัสดุก่อสร้างขยับราคาขายเฉลี่ย5-15% หลังจากรัฐบาลยกเลิกตรึงราคาน้ำมันและปรับราคาขึ้นดังกล่าว
อีกตัวแปรหนี่งที่มองข้ามไม่ได้คือ ภาคแรงงาน หากผู้ประกอบการแบกรับภาระต้นทุนไม่ไหว และชะลอลงทุนลง ประเมินว่าจะมีผลต่อการเลิกจ้างรวมถึงในกรณีการขอปรับขึ้นค่าแรงหากเป็นแรงงานที่จำเป็น เนื่องจากค่าครองชีพปรับตัวสูงเมื่อเทียบค่าแรงทรงตัวหรืออาจลดลง






